2008/Apr/21

คำว่าโอตากุนั้นคืออะไรกันแน่...!?
หาคำตอบได้ในนี้ครับ...!!


บทความนี้ได้เคยลงไปแล้วครั้งนึงเมื่อหลายปีก่อน ซึ้งต้องของนำกลับมาอีกครั้ง ข้อความต่อจากนี้เป็นข้อความเห็นจากที่ต่างๆของผู้คนที่คิดเกี่ยวกับเรื่องของ OTAKU(โอตาคุ) แต่จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาที่ได้พบปะกับ โอตาคุในไทยนั้น ช่างมีหลายแบบเสียเหลือเกิน จนพี่เองมีความคิดว่า Otaku ในแต่ล่ะที่ แต่ล่ะประเทศไม่เหมือนกันเท่าไรนัก อยู่ที่ สังคม วัฒนธรรม ต่างๆที่ไม่เหมือนกัน จึงเกิดความคิดที่ว่า....

O T A K U นั้นมีหลายชั้น หลายระดับ
(เหมือนดังหัวหอมที่มีหลายๆชั้นนะล่ะ...!)

O T A K U นั้นมีทั้ง ด้านมืด และ ด้านสว่าง
(ยังกะ Starwars เลยง่ะ อิอิอิ)

O T A K U นั้นคือ แฟนพันธุ์แท้ดีๆนี่เอง
(เพราะคนเราทุกคนต้องมีดี...ไม่อย่างใดก็อย่างนึง)


ลองอ่านอยู่เพื่อความรู้น่ะครับ บางข้อความอาจแรงไปบ้างแต่ก็พอรับได้ จริงๆที่เขียนและนำบทความเหล่านี้มาลงเพราะว่ามีบทความนึงใน โพสทุเดย์ ได้ลงข้อความเรื่อง โอตาคุ อย่างผิดๆลงไปมากมายจนตอนนี้ ข้อความนี้ได้ถูดลบออกไปจาก โพสทูเดย์ แล้วครับ ท่านอ่านแล้วคงจะเข้าใจว่า O T A K U ไม่ใช่เรื่อง เลวทรามเลย...!! บทความนี้พี่ได้เก็บข้อมูลเป็นครั้งแรกใน Gamer Gate เมื่อประมาณต้นปี 2005 ในกรณีการชี้แจง เรื่องความเข้าใจผิดในเรื่องของ โอตากุ ในเวบไซต์ข่าว โพสทูเดย์  ที่ว่า ต่อมาถูกนำไปเขียนให้สมบูรณ์ขึ้นใน after2k.net และถูกลงในอีกหลายเวบไซด์ต่อมาพอสมควร
===============================================

ว่าด้วยเรื่องของโอตาคุ... มันคืออะไรแน่?

คำว่า OTAKU(โอตาคุ) ที่จริงแล้วความหมายในวงการที่ญี่ปุ่นคืออะไร และแน่ใจแล้วหรือที่อยากเป็นกัน (เห็นหลายๆ คนภูมิใจนี่นะ) บทความนี้อาจมีข้อผิดพลาดอยู่เยอะนะครับ รบกวนท้วงติงเพื่อการแก้ไขด้วย หากส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปกระทบกระทั่งกับใครเข้า ผมต้องขอโทษและขออภัยด้วยครับ แต่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงจริงๆ เพื่อสาระของเนื้อหา หากเห็นว่าไม่สมควรก็ขอความเห็นของเพื่อนๆชาว โอตาคุทุกท่านที่ได้เห็นข้อมูลนี้ด้วยนะครับ

-ว่าด้วยเรื่องของโอตาคุ-

คำว่า โอตาคุ เป็นคำนาม คำๆ นี้แต่เดิมมันแปลว่า บ้าน ครับ ทีนี้เราลองมองดูใครสักคน ไม่ยอมสุงสิงกับใคร ปฏิเสธการออกไปข้างนอกถ้าไม่จำเป็น เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่กับบ้าน นั่นล่ะครับคือความหมายในวงการของโอตาคุล่ะ มันแปลว่า พวกคลั่งไคล้อะไรสักอย่างแบบสุดๆ จนอยู่กับบ้านเพื่อสิ่งนั้นไงครับ คนเล่นเกมรุ่นเก่าๆ เคยได้ยินคำว่า พวกเฝ้าบ้าน ที่หมายถึงคนที่ไม่ยอมทำอะไรอย่างอื่นนอกจากเอาแต่นั่งอยู่กับที่แล้วรอสวนกลับไหมครับ นั่นล่ะความหมายเดียวกันเลย ในกรณีนี้ผมจะยกตัวอย่างคำว่า Lolicon (Lolicom) เดิมมาจากคำว่า Lolita Complex เป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่ผู้เป็นมักจะเจาะจง "ชอบสาวรุ่นลูกเท่านั้น" เดิมคำนี้เป็นศัพท์บัญญัติโดย ซิกมันด์ ฟรอยด์ มีต้นกำเนิดมาจากนิยาย Lolita ที่โด่งดังและมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของชายวัยกลางคนกับเด็กสาวที่เป็นลูกของเพื่อน ถามว่ามันกลายมาเป็นคำว่า Lolicon (Lolicom) ได้ยังไง คืออย่างนี้ครับ คนญี่ปุ่นมักใช้การเปลี่ยนแปลงศัพท์ของต่างประเทศให้มาเป็นของตนเอง เหมือนคำว่า Personal Computer ที่กลายมาเป็นคำว่า Persocom (ปาโซคอม) ใน Chobits ไงครับ คำนี้เลยกลายเป็นว่า พวกชอบเด็กสาวน่ารักๆ ตัวเล็กๆ อายุไม่เกิน 11 ขวบครับ พูดให้ถูกก็คือ มันเป็นศัพท์แสลงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คนกลุ่มอื่นมาได้ยินอาจเกาหัวแกรกๆ แล้วก็ไม่สนใจอะไรก็เป็นได้

...กลับมาเรื่องของ Otaku คำๆ นี้ก็ประสบกับชะตากรรมเช่นเดียวกัน คือ กลายเป็นศัพท์แสลงเฉพาะกลุ่มไป ในกรณีทั่วๆ ไป มันจะหมายความว่า พวกบ้าการ์ตูน ครับ ในประเทศไทยนั้นคำๆ นี้มีความหมายเท่านี้จริงๆ โอตาคุนั้นที่จริงมันหมายถึง ผู้คลั่งไคล้อะไรสักอย่างแบบสุดๆ เท่านั้นล่ะครับ เช่น คุณคลั่งหมากรุกญี่ปุ่น คลั่งดารา บ้างาน คลั่งเกม หรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณหมดความสนใจในชีวิตแล้วเอาแต่เก็บตัวอยู่กับบ้าน สิ่งเหล่านี้เรืยกว่า โอตาคุ ทั้งนั้นครับ...

...แต่สำหรับวงการในญี่ปุ่นมันมีอะไรมากกว่านี้ครับ เรื่องจากนี้ไปอาจฟังดูรุนแรงสักหน่อยนะครับ แต่ผมจำเป็นต้องพูดเพื่อสาระของเนื้อหา ที่จริงมันแปลได้ง่ายๆ เลยว่า "อ้ายคลั่ง" ครับ เราต้องไม่ลืมว่า โอตาคุ ที่มีอาการหนักมากๆ นั้นเกิดจากอะไรนะครับ คำตอบคือ การ์ตูนสาวน้อยที่มีความน่ารักเป็นจุดขาย หรือเกมจีบสาวที่มีการโต้ตอบระหว่างผู้เล่นแบบเสมือนจริง เราต้องไม่ลืมว่า วรรณกรรม (คือมันก็เครือๆ กันล่ะ) นั้นเป็นภาพสะท้อนของสังคม สังคมญี่ปุ่นในปัจจุบันนั้นเป็นสังคมที่มีแต่ งาน งาน งาน ขาดการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศตรงข้าม (นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมญี่ปุ่นถึงปล่อยให้จำหน่ายสื่อลามกได้อย่างถูกกฎหมาบ ขอแค่เซนเซอร์ "เจ้านั่น" ทิ้งไปเท่านั้น - ก็เพื่อเป็นตัวปลดปล่อยแรงขับทางเพศของสังคมญี่ปุ่น ) ดังนั้นผู้คนบางคนจึงอาจจะเก็บกดและต้องการหาทางออก บางคนก็ไม่ได้หล่ออะไร จึงขาดความมั่นใจในการคุยกับเพศตรงข้าม หรือไม่ก็ไม่มีจุดเด่นสักอย่าง จึงสามารถใช้สิ่งเหล่านี้เป็นที่ปลดปล่อยได้ เคยสังเกตไหมครับว่าตัวเอกเกมจำพวกนี้หรือแม้แต่การ์ตูนดังเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับหอพักและเด็กซิ่ว มักเป็นเด็กหนุ่ม 17-20 ที่ไม่มีจุดเด่นอะไรสักอย่างเหมือนกัน หัวไม่ดี สอบไม่ติด บลาๆ ถามว่าเป็นไปเพื่ออะไรนอกจากกลุมเป้าหมายที่ทางผู้เขียนหรือผู้ผลิตต้องการจะเจาะแล้ว....ก็เพื่อให้สวมบทบาทลงไปง่ายๆ ไงครับ...

ถ้าพระเอกเด่นหมดมันก็ไม่มีทางเป็นเราไปได้น่ะซี...สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัญหาอะไรมาเล่นมันก็ไม่มีอะไร เล่นเสร็จแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น แต่ถ้าคนที่มาเล่นนั้นเป็นคนที่ไม่อะไรในชีวิตเลยสักอย่างล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ว่าแฟนก็ไม่มี ก็อาจไม่หล่อ ไม่อ้วนตุ๊ต๊ะก็ไม่มีจุดเด่นให้พอเป็นที่สนใจของเพศตรงข้ามเลย มีดีก็แต่การเรียนไม่ก็เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรืออาจไม่มีเลย....สุดท้ายสิ่งที่เขาต้องพึ่ง คือ จินตนาการ เขาสามารถเป็นหนึ่งได้ในโลกแห่งนี้ มีแฟนน่ารักได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการมันเป็นจริงได้ ณ ที่แห่งนี้ แล้วเขาจะสนโลกแห่งความจริงไปไย ดังนั้นสิ่งที่เรามีก็คือที่แห่งนี้เท่านั้น เขาจึงละทิ้งโลกภายนอก สภาพกาย และอุทิศตัวแด่โลกแห่งความฝันที่อยู่ตรงหน้านั้นแทน... หรือบางทีอาจข้ามขั้นเอาสิ่งที่ว่ามาปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย คล้ายกับแนวทางของ ลัทธิแบบหนึ่ง ที่จะยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ....

ใครที่เคยอ่านเรื่อง "ล้างเดนทรชน" จะมีตอนนึงที่กล่าวถึงคดี เด็กหญิง A ครับ จำได้ไหมเอ่ย ถ้าใครไม่เคยอ่าน มันจะเกี่ยวกับที่มีเด็กชายคนหนึ่งคลั่งไคล้สิ่งที่เรียกว่า หญิง A มากจนเกินขนาดครับ เรื่องมันเริ่มที่ว่ามีคนพบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินเปล่าเปลือยมีเลือดเกรอะกรังอยู่บนถนน ก็เลยแจ้งตำรวจ จับตัวมาสอบถามก็ได้ความว่า ไม่รู้ชื่อตัวเอง อยู่กับแม่ และหลังจากที่ไปค้นบ้านของเด็กคนนี้ก็พบที่ๆ รกกว่าส้วม ไม่น่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ และ... มีหัวกระโหลกคนอยู่ในตู้เย็นพร้อมสุนัขอีก 1 ตัวนอนอยู่ข้างๆ...!!

"หนูเป็นคนเอาไปให้มันกินเองแหละ เพราะแม่เน่าไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะทำยังไงดี"
"นี่ หนูจะต้องถูกประหารใช่ไหม"
"ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ออกมาเดินข้างนอกก็จะดีหรอก..."

ทางตำรวจใช้สายตากะเกณฑ์ดูก็พบว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่น่าจะมีอายุเกิน 14 ปี และพยายามปิดบังข่าวกับสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ แต่มันกลับกลายเป็นว่า เป็นการปล่อยให้สื่อมวลชนเอาไปตีความกันต่างๆ นาๆ

...และไม่นานก็มีพวกคลั่งไคล้ หญิง A อย่างรุนแรงเกิดขึ้น
รวมทั้งมีคนแอบอ้างตั้งเวบไซด์ หญิง A
กลายเป็นกระแสทางสังคมอีกมีการเลียนแบบปรากฏไปทั่ว
จะเห็นได้ว่าอิทธิพลของสื่อนี่มันช่างยิ่งใหญ่เสียจริงๆ...

ไม่นานก็มีเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรในชีวิตเริ่มคลั่งไคล้ หญิง A เริ่มที่เขาแช็ทติดต่อตัวปลอมผ่านทางเว็บไซท์ที่ความจริงเป็นนักข่าวที่ต้องการปลุกกระแส...หาเรื่อง หญิง A มาเขียน

A: "แม่เน่าไปเรื่อยๆ ฉันไม่ได้ผิดสักหน่อย"
A: "ถ้าเวลาหยุดอยู่ได้ก็คงดี"
ชาย: "งั้นฉันจะลองเห็น เห็นในสิ่งที่เธอเห็นอยู่"

ประจวบกับก่อนหน้านั้นมีนิตยาสารฉบับหนึ่งตีพิมพ์ข้อความโจมตี หญิง A อย่างรุนแรง เด็กชายคนนี้จึงตัดสินใจฆ่าเจ้าของนิตยาสารนั่น แล้วเขียนข้อความ A ด้วยเลือด กลายเป็นคดีฆาตกรรม เอ

ต่อมาเขาก็เล่นงานคนเขียนบทความโจมตี หญิง A คราวนี้ดูมีแบบแผนขึ้นมาก จนตำรวจเริ่มแน่ใจว่าฆาตกรเป็นคนเดียวกัน ขณะนี้เด็กชายคนนี้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง "หยุดอยู่กับที่" จริงๆ เขาได้เข้าสู่โลกแห่ง หญิง A อย่างเต็มที่ เขาเริ่มโดดเรียน ไม่สนใจสิ่งรอบตัว เพียงเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า หญิง A อย่างเต็มที่ แม้แต่พ่อของเขายังเริ่มสงสัยเพราะเห็นลูกอ่านนิตยาสารแปลกๆ และเห็นเพดานห้องของลูกตัวเองที่เขียนตัวอักษร A ไว้เต็มฝ้าเพดาน...!

แต่ไม่นานเด็กชายก็ค้นพบความจริงว่า หญิง A ที่เขาติดต่อเป็นเพียงตัวปลอม จึงขอนัดพบเพื่อที่จะฆ่าเสีย เพราะ หญิง A เป็นของเขาเพียงคนเดียว แต่กลับถูกซ้อนแผนถ่ายรูปเอาไว้ได้ เอามาลงนิตยาสารเป็น "โฉมหน้าของฆาตกร เอ"

ต่อมา วันฝนตก ฆาตกร เอ ได้ปรากฏตัวต่อหน้าตำรวจ พยายามเข้ามาทำร้าย
พ่อของเด็กปรากฏตัวขึ้นและพยายามยิง ฆาตกร เอ แต่กลับถูกพระเอกยิงหยุดยั้ง เนื่องจากเข้าใจว่า จะเข้ามาทำร้าย...แต่ฆาตกร เอ ที่ว่าเป็นตัวปลอม แค่พวกเลียนแบบ ยังไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง ศรัทธาต่อสิ่งที่ว่า ทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่มีค่าเขาจริงๆ ไปเสียแล้ว...เด็กชายคนนั้นกลับมาโรงเรียนอย่างเป็นปกติสุข แต่คนส่วนมากรู้เสียแล้วว่าเขาคือฆาตกรเอ จากนิตยาสารที่ว่า

"งั้นหรือครับ งั้นผมขอเลิกเรียนครับ"
ไม่นานก็มีหญิงคนหนึ่งวิ่งมาด้วยท่าทางตื่นกลัวเต็มที่...
เหมือนกับเพิ่งเห็นอะไรที่น่ากลัวมาอย่างสุดชีวิต...!
"ที่... ที่หลังโรงเรียน อ๊า!"
"ใจเย็นๆ สิ เป็นอะไรไป"
"อ๋อ นั่นเหรอ ฝีมือผมเองแหละ"
"ก็ผมไม่มีชุดนักเรียนใส่นี่"
ที่หลังโรงเรียนมีศพของเด็กชายคนหนึ่ง
สภาพศพถูกแทงที่ท้องถูกทิ้งเอาไว้
เลือดไหลนองแห้งกรัง...
เด็กชายยิ้มละไมที่มุมปากอย่างพึงพอใจที่สุด...!?

สุดท้าย หญิง A ก็คือลูกนอกสมรส อยู่กับแม่ 2 คนแต่ปิดเอาไว้จนเพื่อนบ้านไม่รู้ ไม่เคยได้รับการศึกษา ต่อมาคนแม่ฆ่าตัวตาย คนลูกไม่รู้จะทำอย่างไรดีเพราะไม่เคยเรียนหนังสือและจะให้ใครรู้ไม่ได้ ปล่อยไว้นานศพก็เริ่มเน่า เลยเอาศพไปให้สุนัขกิน และออกมาเดินข้างนอกจนถูกจับ มันก็เท่านั้น...

ตรงนี้เป็นแค่การ์ตูนนะครับ แต่ผมคิดว่าสามารถบรรยายถึงพวกที่มีอาการคลั่งไคล้อย่างรุนแรงได้ดีทีเดียว มันเหมือนกับลัทธิ คนที่มีอาการขั้นนี้จะไม่รู้สึกผิดใดๆ ทั้งนั้น เพราะเขาถือว่า เขาได้ทำตามความเชื่อของตนเอง

โอตาคุในขั้นที่ไม่หนักมากก็ไม่เท่าไร พวกนี้ที่จริงยังไม่ถือว่าเป็นโอตาคุ ขั้นต่อมาก็คือพวกที่เริ่มปล่อยเนื้อปล่อยตัว คบหาแต่พวกเดียวกัน ดูแต่การ์ตูน ตรงนี้ไม่เสียหายอะไรครับ แต่ขั้นต่อมาอีกก็คือพวกที่ไม่รู้อะไรอีกต่อไป อยู่ในความจริงเสมือนอย่างที่ผมได้กล่าวไว้ ตรงนี้อย่าคิดว่าล้อเล่น มีจริงๆ นะครับ จำได้ไหมครับเรื่องของโอตาคุคนที่จับเอาเด็กผู้หญิงน่ารักมาแต่งเป็น ซากุระจังจาก CCS และก็ทรมานจนตายน่ะ หรือไม่ก็กรณีดัง -นายท่าน- ที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ ตรงนั้นเขาไม่รู้สึกผิดอะไรหรอกครับเพราะนั่นเป็นความปราถนาและความเชื่อ เป็นศรัทธาของเขา สำหรับตัวผมเองผมเคยเห็นคนที่ใช้ชีวิตกับตุ๊กตายางมาแล้วนะครับ ผมไม่อาจเอ่ยคำใดๆ ได้นอกจาก "สงสาร" คนที่มีอาการขั้นนี้ พูดได้อย่างเต็มที่ว่าพวกนี้เป็นไปโดยสิ้นเชิงแล้ว และก็เป็น เพราะคนพวกนี้แหละที่ทำให้คำว่าโอตากุมันมีความหมายไปในทางเลวลง โอตาคุดีๆ ก็ยังมีอยู่เยอะนะครับ สำหรับในประเทศไทยผมยังไม่เคยเห็นโอตากุที่มีอาการ "ขั้นนั้น" ครับ แต่ในอนาคตน่ะไม่แน่เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เห็นตัวอย่างมาแล้วในเรื่องของเกมออนไลน์ ใช่ครับ มันไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด แต่มันได้แสดงให้เห็นว่า ในตอนนี้บางส่วนนั้น สถาบันครอบครัวและความเชื่อได้อ่อนแอลงไปเพียงไร

พูดง่ายๆ คือ การ์ตูนเป็น "สิ่งยึดเหนี่ยว" ของพวกเขาไงครับ ด้วยศร้ทธาที่มุ่งมั่นประจวบกับความคิดของตัวเอง ทำให้เขาไม่รู้สึกผิดอะไรกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทั้งนั้น

อุตสาหกรรมการ์ตูนนั้นปัจจุบันเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากนอกจากการลงทุน บุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ บวกกับการตลาดและการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ดีแล้ว อย่างอื่นก็ไม่จำเป็นเท่าไร บวกกับสภาพสังคมในปัจจุบัน เหล่านี้ทำให้ทางผู้ผลิตสามารถสร้างการ์ตูนสาวน้อยออกมาเจาะกลุ่มกันได้อย่างต่อเนื่อง ตรงนี้มองดูก็ไม่มีอะไรหรอก แต่นั่นอาจหมายถึงการที่จะทำให้มีกลุ่มคนขั้น "คลั่งไคล้อย่างรุนแรง" เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และมันก็ดูท่าจะเป็นจริงด้วยสิ สังเกตจากงานการ์ตูนที่มีถี่ขึ้นๆ ที่ญี่ปุ่นและจำนวนคนที่เข้าไปร่วมในแต่ละปี ผมเองก็ไปเหมือนกันแต่นานๆ ครั้ง และก็คอยสังเกตกลุ่มคนพวกนี้ทุกปี คุณหลงรักการ์ตูน แต่แน่นอนว่า มันคือนามธรรม แล้วคนเราเมื่อมีความอยากมากๆ ก็ต้องการการปลดปล่อย ถามว่า จะปลดปล่อยที่ไหน เมื่อมีอุปสงค์ มันก็ต้องมีอุปทาน สังเกตสินค้าที่เกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ออกมาวางขายอย่างไม่มีวันจบวันสิ้นไหมครับ นั่นเป็นเพราะว่าลูกค้าที่ชื่นชอบยังคงต้องการในสิ่งที่ว่าอยู่และต้องการการปลดปล่อย เราก็ออกสินค้ามาเพื่อบำบัดความต้องการไงครับ สังเกตได้ว่าการ์ตูนบางเรื่องจะยาวมากชนิดไม่มีจบ เพราะจบไม่ได้ จบไปแฟนๆ ก็จะคลั่ง ของก็จะออกไม่ได้ เป็นสาเหตุทำให้การ์ตูนบางเรื่องที่จบไปแล้วต้องเอามาเขียนใหม่เพราะการ์ดเล่นจากการ์ตูนที่ว่ายังขายได้ก็เพราะมันมีอุปสงค์ มันย่อมต้องมีอุปทาน แต่กับการ์ตูนสาวน้อยนั้นไม่อาจจะทำให้มันยืดยาวทะลุโลกอย่างนั้นได้ จะทำไงดี

...ก็ออกเรื่องใหม่ไง มีตัวละครเยอะๆ เอามันทุกแนว บางเรื่องมีเป็นสิบ ดึงดูดแฟนๆ ให้เยอะๆ ขายสินค้าให้ได้มากๆ ออกมาให้มันหลายๆ แนว แต่สุดท้ายเรื่องมันก็ต้องจบอยู่ดี ตรงนี้ไม่ได้จำกัดแค่การ์ตูนสาวน้อยนะครับ ตัวอย่างที่ดีก็คือการ์ตูนบางเรื่องที่ยังไงก็จบไม่ลงอยู่ในตอนนี้ เพราะแฟนๆ ไม่ยอมให้จบ แถมยังได้รับความผลโหวตคะแนนนิยมแบบท่วมท้นจากทุกนิตยาสารในญี่ปุ่นเลยด้วย
เอ้า ยืดต่อไม่ได้เสียแล้ว จบก็ได้ ของก็นานๆ ครั้งออกก็ได้ เอาเป็นแบบครบรอบก็ยังดี แต่สักวันมันก็ต้องหยุดออกอยู่ดี ไม่เป็นไร คิดเรื่องใหม่ออกมาแทนก็แล้วกัน แล้วพอฮิตก็วางแปลนสินค้าเอาใหม่

แต่เติมนิด เรื่องของธุรกิจ กับ ใจรัก นี่ต่างกันนะครับ เพียงแต่ว่า มันเป็นเส้นขนานกันไปเท่านั้น ถามว่าทำไม ตอบได้เลยว่า มันคือการสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างไรเล่าครับ เพียงแค่ลงเม็ดเงินไปกับสิ่งที่เราทำตอนแรก ก็มีคนเอาไปโฆษณาให้ฟรีๆ ทันที ประโยชน์น่ะเสียแน่ แต่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับความกว้างขวางที่สื่อได้แพร่ออกไป

นี่ล่ะครับ คืออุตสาหกรรมการ์ตูน ทำรายได้แบบสุดมหาศาล การขายไอเดียแบบนี้ให้กำไรกระฉูดเลยนะครับถ้าประสบความสำเร็จ ตัวผมเอง ผมนิยมชมชอบการทำอะไรด้วยใจรักครับ การทำอะไรแบบนั้นมีความสุขมาก ผมขอสนับสนุนผู้ที่ทำงานเหล่านี้ด้วยใจรักครับ และขอให้สู้ต่อไป ผมขอเป็นกำลังใจให้ครับ

สำหรับผู้ที่ขาดความมั่นใจในชีวิต ผมกล้ายืนยันเลยนะครับว่า ความหล่อไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงครับ ความดีและความจริงใจต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ ผมยังทำได้เลย ดูสิ คุณก็ต้องทำได้สิครับ ถ้าท่านยังไม่พร้อมจะมีแฟนก็พยายามหาสิ่งยึดเหนื่ยวอย่างอื่นครับ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ศาสนา อย่าลืมว่าเราอาจรักการ์ตูน แต่การ์ตูนน่ะน่ะ "ไม่เคย" รักเราตอบหรอกนะครับ เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นนามธรรม เราสามารถชื่นชอบในสิ่งนั้นได้แต่ "อย่า" ได้ลุ่มหลงจนลืมสิ่งรอบข้างนะครับ คนเรานั้นเป็นสัตว์สังคม จำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต เราต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับ และถูกรัก...

...แต่เราต้องไม่ลืมว่าการมีชีวิตที่มีความสุข การอุทิศตัวปฏิบัติหน้าที่แด่ผู้ที่เรารักนั่นล่ะคือความสุขที่สุดและเป็นเป้าหมายในการมีชีวิตของคนเรา เพราะสิ่งที่ตนเราต้องการนั้นแท้จริงคือต้องการมีรัก และถูกรัก เพื่อเป็นแรงใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป

***บทความนี้มีเนื้อหาที่ค่อนข้างแรง ดังนั้น หากไปกระทบกระเทียบกับผู้ใดเข้า ต้องขออภัยจริงๆ ครับ เพียงแต่ว่า เราต้องพูดกันจริงๆ ในประเด็นของเรื่องนี้เสียที เพื่อไม่ให้คำๆ นี้มีความหมายที่ผิดเพี้ยนไปมากกว่านี้ครับ

===============================================
ความหมายของคำว่า โอตาคุ (Otaku)

1. ประวัติความเป็นมาของคำว่า O T A K U

ระยะที่ 1 : ต้นกำเนิดของคำว่า Otaku

คำว่า Otaku (ออกเสียงว่า โอ-ทา-กุ) เป็นคำนาม ดัดแปลงมาจากคำว่า O-taku ซึ่งเกิดจากการนำเอาคำปัจจัย "O-" มาเติมหน้าตัวคันจิ "taku" ซึ่งแปลว่า "บ้าน" และใช้เมื่อกล่าวถึงบ้านของคู่สนทนา ในความหมายว่า "บ้านของคุณ" นอกจากนี้ยังสามารถใช้เรียกแทนตัวคู่สนทนาได้ ในความหมายของ "คุณ" อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะในความหมายของ "บ้าน" หรือ "คุณ" Otaku ก็ถือว่าเป็นคำที่ให้ความรู้สึกสุภาพและเป็นทางการอย่างมาก...

การนำเอาคำว่า Otaku มาใช้เรียกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั้น ไม่มีแหล่งยืนยันแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน แต่ควรจะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแล้วในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 เนื่องจากวีดิโอที่ชื่อ "Otaku no Video" ของบริษัท GAINAX ที่ออกมาในปี 1992 ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของพวก Otaku นั้น ยืนพื้นจากเหตุการณ์ในช่วงปี 1982-85 เฟรเดอริค ชอดต์ (Frederik L. Schodt) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Dreamland Japan : Writing on modern manga ว่า ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 แฟนการ์ตูนและอนิเมชั่น (Animation) ได้เริ่มใช้คำว่า Otaku เรียกกันและกัน สาเหตุที่ใช้ไม่เป็นที่ชัดเจนแต่คำศัพท์นี้ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับที่กระแสความนิยมในการ์ตูนและอนิเมชั่นได้ก่อให้เกิดการเพิ่มจำนวนของพวก มาเนีย (Mania) หรือ แฟนพันธุ์แท้ (Hardcore Fans) มากขึ้น

โวลเกอร์ กลาสมัค (Volker Grassmuck) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันกล่าวว่า กลุ่มคนที่เรียกว่า Otaku มีสภาพร่างกายและจิตใจที่เปราะบาง แต่ไม่ใช่พวกอารมณ์รุนแรง เพียงขาดความมั่นใจในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นสาเหตุให้เกิดการใช้คำพูดที่สุภาพเรียบร้อยเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดอันอาจก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับผู้อื่น

ส่วนการใช้คำว่า Otaku ในสิ่งตีพิมพ์ มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1983 โดยนักเขียนการ์ตูนล้อเลียนชื่อ นากาโมริ อากิโอะ (Nakamori Akio) เขาเขียนคอลัมน์ที่มีชื่อว่า โอทากุ โนะ เคงคิว (Otaku no kenkyu) ลงติดต่อกันในนิตยสารการ์ตูนแนวปลุกใจเสือป่าชื่อ มังงะ บุริกโกะ (Manga Burikko) โดยกล่าวถึงกลุ่มแฟนการ์ตูนที่เรียกกันและกันว่า Otaku เค้าจึงเรียกคนพวกนี้รวม ๆ ว่า โอทากุ-โซกุ (Otaku-zoku) ซึ่งแปลว่า เผ่าพันธุ์ Otaku และต่อมาตัดเหลือเพียง Otaku เขาเขียนบรรยายถึงความประทับใจที่มีต่อเหล่าแฟนการ์ตูนที่มาร่วมงานนิทรรศการการ์ตูนว่า...

“เป็นกลุ่มคนที่เล่นกีฬาไม่เก่งและชอบเก็บตัวอยู่ในห้องเรียนในเวลาพักที่เราสามารถพบเห็นได้ในทุก ๆ ชั้นเรียน… รูปร่างถ้าไม่ผอมแห้งเหมือนขาดสารอาหารก็อ้วนฉุจนผิดสัดส่วน… ส่วนใหญ่จะใส่แว่นตากรอบเงินหนาเตอะ… และเป็นคนประเภทที่ไม่มีใครคบหาด้วย”

เขาเห็นว่า คำว่า “มาเนีย" (Mania) หรือ “แฟนที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้า” (Enthusiastic Fans) ยังไม่สามารถที่จะใช้เรียกคนกลุ่มนี้ได้อย่างครอบคลุม จึงขอเรียกด้วยคำว่า “Otaku”...!

แม้ว่าคอลัมน์ของนากาโมริจะถูกยกเลิกไปในเวลาไม่นาน แต่ภาพพจน์ของ Otaku ที่นากาโมริได้บรรยายเอาไว้ก็ได้กลายมาเป็น Stereotyped ของ Otaku ที่ยังคงอยู่ในสังคมและถูกใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการสื่อมวลชน เนื่องจากพวกเขาเริ่มสังเกตเห็นถึงการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วของเยาวชนที่หมกมุ่นอยู่กับการ์ตูนและอนิเมชั่น...

ระยะที่ 2 : คดี Miyazaki กับ Otaku Panic...!

คำว่า Otaku panic ถูกนำมาใช้โดย ชารอน คินเซลลา (Sharon Kinsella) ในหนังสือ Adult manga : culture & power in contemporary japanese society เมื่อกล่าวถึง คดี Miyasaki ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คำว่า Otaku เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น

คดี Miyazaki เกิดขึ้นระหว่าง ปี 1988-1989 ที่จังหวัด ไซตามะ (Saitama) โดยนาย มิยาซากิ ซึโตมุ (Miyazaki Tsutomu) วัย 27 ปีได้ประกอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเด็กหญิงวัยก่อนเข้าเรียนจำนวน 4 คน ซึ่งทุกคนจะถูก มิยาซากิ ลักพาตัวไปที่ห้องพัก เพื่อข่มขืนแล้วฆ่าปิดปาก จากนั้นจึงทำการแยกส่วนศพไปซ่อนเพื่ออำพรางคดี หลังจากนั้นเขายังได้บันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้เขายังเคยส่งชิ้นส่วนกระดูกและฟันของเหยื่อรายหนึ่งไปให้ครอบครัวของเหยื่อ โดยใช้ชื่อปลอมว่า อิมาดะ ยูโกะ (Imada Yuko) ซึ่งเป็นชื่อของตัวละครในอนิเมชั่นที่เขาชื่นชอบ ความโหดเหี้ยมของการกระทำของมิยาซากิทำให้ The New York Times ถึงกับวิจารณ์ว่า...
"ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพฤติกรรมของชาวญี่ปุ่น"

หลังจากที่ตำรวจจับตัวมิยาซากิได้นั้น จากการสอบปากคำพบว่าเขามีรูปแบบการดำรงชีวิต 2 แบบ โดยตอนกลางวันจะเป็นเด็กฝึกงานของโรงพิมพ์ในละแวกนั้น แต่ตอนกลางคืนจะเพลิดเพลินอยู่กับการ์ตูนและวีดิโอกว่า 6000 ม้วน ซึ่งส่วนหนึ่งมีเนื้อหาแนวสยองขวัญและลามกอนาจาร การที่ทนายของเขาพยายามแก้ต่างว่ามิยาซากิไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นกับความตายหรือ โลกแห่งความจริงกับโลกในจินตนาการได้นั้น ทำให้สื่อมวลชนพากันประนามการกระทำของเขาว่ามีสาเหตุมาจากการ์ตูนและอนิเมชั่น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ บรรดาสื่อมวลชนได้ใช้คำว่า Otaku เรียกแทนตัวมิยาซากิในการประโคมข่าว ซึ่งก็ได้ก่อให้เกิดภาพพจน์ในแง่ลบต่อคำว่า Otaku นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...

ชอดต์ (Frederik L. Schodt) กล่าวว่า หลังจากคดี Miyazaki เรื่องราวเกี่ยวกับ Otaku และ Otaku-zoku ได้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ในที่สุดคำว่า Otaku ก็ได้ถูกใช้แทน ชายหนุ่มที่ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและโลกแห่งความจริง จมปลักอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านจากหนังสือการ์ตูนและอนิเมชั่นแนวลามกอนาจาร และมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ ในความหมายหนึ่งก็คือ บุคคลที่มีปัญหาทางจิตและเป็นภัยคุกคามต่อสังคม… เหมือนมิยาซากิ (เวธกรรมจริงๆ)

แม้ว่าจะยังมีนักวิจารณ์บางรายให้ความโต้แย้งว่า Otaku เป็นคำศัพท์ที่สื่อมวลชนนำมาใช้อย่างลำเอียงเพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างข่าวเกี่ยวกับ Otaku แต่ท่ามกลางกระแสความสนใจที่สังคมมีต่อคดี มิยาซากิ ก็ทำให้ไม่มีใครให้ความสนใจต่อความเห็นเหล่านั้น....

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า Otaku ก็ได้มีความพยายามที่จะลบล้างภาพพจน์ดังกล่าว เช่น ใน ปี 1992 "Otaku no Video" ของบริษัท GAINAX อันเป็นบริษัทผลิตอนิเมชั่นชื่อดังได้ออกวางตลาดโดยนำเสนอชีวิตและสังคมของกลุ่ม Otaku ในลักษณะที่ ขบขัน และ ล้อเลียน แต่แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อให้คนทั่วไปมีภาพพจน์ที่ดีต่อ Otaku และสร้างความเข้าใจว่า...ไม่ควรด่วนตัดสินว่าสื่อการ์ตูนทั้งหมดให้โทษต่อสังคมด้วย คดี Miyazaki เพียงอย่างเดียว หรือการที่ นายโอกาดะ โทชิโอะ (Okada Toshio) ประธานบริษัท GAINAX ผู้ได้รับสมญานามว่า "Ota-king" ได้พยายามสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Otaku โดยเขียนหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมของ Otaku ออกมาหลายเล่ม ทั้งยังรับเป็นอาจารย์พิเศษในการบรรยายหัวข้อ Otaku Studies ที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว อีกด้วย ซึ่งการกระทำเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้ภาพพจน์ของ Otaku ดีขึ้นมาบ้างในช่วงทศวรรษที่ 1990

หากแต่คดี Miyazaki ไม่ใช่คดีสะเทือนขวัญคดีเดียวที่เกิดขึ้นจากฝีมือของคนที่เป็น Otaku กรณีที่ การ์ตูน อนิเมชั่น Otaku และอาชญากรรมถูกเชื่อมโยงเข้าหากันในแง่ร้ายยังมีอีกมากมาย เช่น เหตุการณ์ปล่อยแก๊สพิษในสถานีรถไฟใต้ดินเมื่อต้นปี 1995 ของ ลัทธิโอม ชินริเกียว (Aum Shinrikyo) ที่นำโดย นายอาซาฮาระ โชโกะ (Asahara Shoko) ก็ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่า นายอาซาฮาระ นั้นชื่นชอบในการ์ตูนและอนิเมชั่นเกี่ยวกับหุ่นยนต์มาตั้งแต่เด็ก ความเชื่อหลายประการในลัทธิของเขา เช่น วันสิ้นโลก (Armageddon) สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ได้รับมาจากอนิเมชั่นในสมัยก่อน นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร AERA รายสัปดาห์ยังเคยรายงานถึงการใช้การ์ตูนเป็นสื่อในการดึงดูดคนให้เข้าลัทธิในชื่อของ
“AUM COMIC”

เนื่องจากทั้งสองคดีนี้ถือว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม และต่างก็ถูกสื่อมวลชนนำมาเชื่อมโยงกับคำว่า Otaku เพื่อผลในการประโคมข่าว ทำให้ภาพพจน์ในแง่ลบของคำว่า Otaku ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่น

ระยะที่ 3 : ความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปของ Otaku...!

คำว่า Otaku เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในความหมายที่เบาและกว้างขึ้นเมื่อราว ๆ กลางทศวรรษที่ 1990 โดยจะถูกนำมาใช้กับใครก็ได้ที่มีความคลั่งไคล้เป็นพิเศษในงานอดิเรกอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมส์ การถ่ายรูปหรือการสะสมแสตมป์ และกลุ่มคนที่เป็น Otaku ก็นำมาใช้เรียกตนเองด้วยความรู้สึกที่ภาคภูมิใจมากขึ้น เช่น Tropical Fish Otaku, Idol Otaku,Otaku Heroes,Robot Otaku และ Lolicom Otaku เป็นต้นฯ

เนื่องจากในระยะหลังญี่ปุ่นมีปัญหาสังคมอื่นๆ ที่รุนแรงกว่าเพิ่มขึ้นอีกมาก ความสนใจในเรื่องของ Otaku เริ่มลดลง สื่อมวลชนจึงเลิกประโคมข่าวแล้วหันไปจับประเด็นอื่น รวมทั้งสิ่งตีพิมพ์ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Otaku ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ข้อเขียนที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ Otaku ในแง่มุมต่าง ๆ (นอกจากในแง่ร้าย) ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักวิชาการได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Otaku ออกมามากมาย ในฐานะที่เป็น "คนกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์"

ยามาซากิ โคอิจิ (Yamazaki Koichi) นักเขียน-นักวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกล่าวว่า Otaku เป็นผลผลิตของ ลัทธินายทุน และ สังคมแบบบริโภคนิยม มีจุดกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทศวรรษที่ 1970 เป็นพวก Information Fetish ที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และ ระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ไม่ใช่พวกเก็บตัว แต่บางครั้งชอบทำตัวแตกต่างจากคนอื่น เขาเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนรุ่นใหม่ที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ขึ้นในญี่ปุ่น

กลาสมัค (Volker Grassmuck) กล่าวว่า Otaku เป็นคำที่ใช้เรียกแทนรูปแบบการใช้ชีวิตแบบหนึ่ง เขากล่าวถึงภาพลักษณ์ของ Otaku ในสายตาคนทั่วไปว่าจะต้องเป็นผู้ชายวัย 10-30 ปี ชอบสวมกางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ต และรองเท้าแตะ ไม่ชอบการติดต่อสัมพันธ์ทางกาย คลั่งสื่อมัลติมีเดียและเทคโนโลยี มักจะเป็นพวกนักสะสมสิ่งของและสืบค้นหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างบ้าคลั่ง (Information Fetish) เป็นเหมือนพวกใต้ดิน แต่ไม่ต่อต้านระบบ เป็นผลผลิตของสื่อมวลชน และมีพื้นฐานมาจากพวกโมราโทเรียม (Moratorium ningen) ในทศวรรษที่ 1970 ซึ่งพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ บังคับให้เรียนอย่างเดียวแล้วปรนเปรอเด็กด้วยของเล่น คอมพิวเตอร์และเกมส์ เมื่อเด็กเกิดความเครียดจากการเรียนก็จะหนีเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ ทำให้เด็กโลกแห่งความเป็นจริงและโลกในจินตนาการไม่ออก

คินเซลล่า (Sharon Kinsella) เห็นว่า Otaku คือคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นปัจเจกสูงผิดปกติ ในระดับที่ไม่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวเมื่อแยกตัวเองออกจากสังคม ซึ่งสิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบปัจเจกชนนิยมของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้คนในสังคมขาดความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตนสนใจ เธอยังเห็นว่าพฤติกรรมของพวก Otaku ยังน่าจะมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ โรคที่ไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่ (Peter-pan syndrome) ซึ่งพบมากในคนญี่ปุ่น แม้จะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานจนถึงวัยกลางคนก็ตาม Otaku จึงนับว่าเป็นสัญลักษณ์แทนสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งก็คือ คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากความเจริญก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี และ ลัทธิปัจเจกชนนิยม ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา จากข้อเขียนใน SPA! magazine ปี 1986 เห็นว่า Otaku เป็นผลิตผลของยุคข้อมูลข่าวสารในโตเกียว เป็นเด็กที่ถูกอบรมให้จดจำข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิธีการผ่อนคลายของคนเหล่านี้ก็คือ การอ่านการ์ตูนที่มีเนื้อหาล่อแหลม เล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่มีความรุนแรง เพื่อหลบจากการบีบบังคับของสังคม ผลก็คือ เกิดกลุ่ม Hardcore Otaku ในหมู่คนรุ่นใหม่กว่าแสนคน (แต่จากการประมาณของสำนักข่าวโตเกียวระบุว่ามีถึงล้านคน จนปัจจุบันมีมากกว่า แปดล้านคนแล้ว...!)

วิลเลียม กิ๊บสัน (William Gibson) เห็นว่า Otaku เป็นคนที่มีพฤติกรรมคลั่งไคล้ในบางสิ่งบางอย่างอย่างรุนแรง (Passionate Obsessive) และจดจ่อต่อการค้นหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ มากผิดปกติ อาจกล่าวได้ว่า ความแตกต่างระหว่าง Otaku กับคนทั่วไปที่เห็นได้ชัดก็คือ ทัศนคติที่ Otaku มีต่อ “ข้อมูล” นั้นเอง...

ลอเรนซ์ อิง (Lawrence Eng) เห็นว่าเป็นพวก Self-defined cyborgs เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมากและจะค้นหาข้อมูลจากทุกแหล่งเพื่อที่จะได้รู้จักและเข้าใจสิ่งนั้นมากขึ้น เพื่อความพอใจส่วนตัว

นอกจากนี้คำว่า Otaku ยังได้ถูกนำมาแผลงเป็นคำคุณศัพท์ว่า โอทากิอิ (Otakii) โดยใช้ในความหมายเชิงล้อเลียนของการมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นกับอะไรสักอย่างอยู่เพียงลำพัง

ระยะที่ 4 : Otaku, Shin-jinrui, Moratorium ningen
และ Hikikomori no hito


ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา Otaku ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมของญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง นั่นก็คือ สังคมเข้าใจว่า "พฤติกรรม" แบบ Otaku มีหลายระดับและไม่ใช่สิ่งเสียหาย (ดังที่ผมบอกไปว่า OTAKU นั้นมีหลายชั้น) คนที่เป็น Otaku ไม่ได้เป็นภัยคุกคามสังคมหมดทุกคน และ Otaku ก็เป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มคนที่เป็นผลผลิตของสังคมญี่ปุ่นยุคใหม่ ในปัจจุบัน นักวิชาการและนักวิจารณ์นิยมสร้างคำจำกัดความเกี่ยวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมแบบต่าง ๆ ขึ้นมามากมายและก็นิยมที่จะนำเอาคำว่า Otaku ไปเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งก็ช่วยทำให้คำจำกัดความของ Otaku มีความเด่นชัดมากขึ้น

คำจำกัดความเกี่ยวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับ Otaku คือ ชิน-จินรุย (Shin-jinrui) โมราโทเรียม นิงเกน (Moratorium ningen) และ ฮิกิโกโมริ โนะ ฮิโตะ (Hikikomori no hito)

Shin-jinrui : จากบทความเรื่อง I’m alone but not lonely นาย กลาสมัค (Volker Grassmuck) เห็นว่าคำนี้ถูกใช้ในความหมายที่กว้างเหมือน Otaku กล่าวคือ เป็นคำเรียกรวม ๆ ที่หมายถึงคนรุ่นใหม่ แต่บางครั้งที่ใช้อย่างจำเพาะเจาะจงเยาวชนบางกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกับพวก yuppies ในปลายทศวรรษที่ 1970 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษามหาวิยาลัยในวัย 20 ต้น ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อเสริมรูปลักษณ์ภายนอก นิยมใช้สินค้าแบรนด์เนม ขับรถยนต์ราคาแพง นิยมทำงานพิเศษที่สบาย ๆ ใช้เวลาน้อยแต่ได้เงินง่าย เช่นการถ่ายแบบและงานโฆษณา คนกลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมที่คล้ายกับ Otaku ตรงที่จะบ้าคลั่งในเรื่องแฟชั่น ที่จะต้องคอยติดตามให้ทันสมัยอยู่เสมอ อาจเรียกว่าเป็นพวก Fashion Otaku, Brand-name syndrome หรือ M(e)-Generation

อาจกล่าวได้ว่า การเกิดขึ้นมาของคนประเภทนี้เป็นผลมาจากสภาพสังคมหลังจากประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่นเอง คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมที่ร่ำรวย สะดวกสบาย และปลอดภัย ทำให้มีแนวโน้มที่จะรักความสบายเป็นธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่านิยมของคนรุ่นเก่า การมองคนอีกรุ่นด้วยค่านิยมของยุคสมัยที่แตกต่างกันย่อมจะทำให้เกิดความรู้สึกที่แปลกแยก เหมือนเป็นบุคคลต่างกลุ่มกัน คำศัพท์ว่า Shin-jinrui จึงเกิดขึ้นมาด้วยลักษณะนี้......

Moratorium ningen : โอโกโนงิ เคโงะ (Okonogi Keigo) โปรเฟสเซอร์แห่งมหาวิทยาลัยเคโอ ซึ่งเป็นผู้ที่ริเริ่มใช้คำนี้กล่าวว่า ลักษณะสภาพจิตของกลุ่ม Moratorium ในทศวรรษที่ 1970 เป็นพื้นฐานของปรากฏการณ์ Otaku ในทศวรรษที่ 1980 กลุ่มคนที่เรียกว่า Moratorium ningen เป็นกลุ่มคนที่ขาดจุดมุ่งหมายในชีวิตและขาดความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ต้องแสวงหาเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแหล่งอื่น เมื่อชื่นชอบซึ่งใดจึงมีพฤติกรรมที่หลงใหลอย่างคุ้มคลั่ง อันเป็นจุดกำเนิดของ Otaku

เนื่องจากสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบันเป็นสังคมที่ขาดความอบอุ่น ผู้คนในสังคมมีความสัมพันธ์กันเพียงผิวเผิน ทำให้เกิดความโดดเดี่ยว และจากอัตราการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วซึ่งบังคับให้ทุกคนต้องปรับตัวตามใ
ห้ทัน โดยอาศัยการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อชนิดต่าง ๆ สื่อมวลชนที่มีอำนาจครอบคลุมสังคมจึงนับว่ามีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจของคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะเยาวชน ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นถูกครอบงำด้วยสื่อและตกเป็นทาสของโฆษณาต่าง ๆ โอโกโนงิจึงกล่าวประนามสื่อมวลชนว่ามีส่วนก่อให้เกิดปัญหาสังคมด้วยการสร้างโลกที่ลวงตาขึ้นมา
(ขอโทษน่ะ ตอนนี้ที่เมืองไทยก็เป็นแล้วล่ะจ้ะ...!)

Hikikomori no hito : คำว่า Hikikomori ไม่มีความหมายในแง่บวกเหมือน Otaku อย่างน้อย ๆ คนญี่ปุ่นก็จะไม่รู้สึกภูมิใจเลยถ้าถูกเรียกว่าเป็นพวก Hikikomori ยกเว้นว่าต้องการจะเรียกร้องความสนใจ เพราะนอกจากคำ ๆ นี้จะหมายถึงคนที่เก็บตัวจากสังคมแล้ว ยังหมายถึงคนที่มีแนวโน้มว่าจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและชอบใช้ความรุนแรงอีกด้วย เมื่อก่อนพวก Otaku เคยถูกเข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจและเป็นภัยคุกคามต่อสังคม เนื่องจากทุกคนเคยคิดว่า Otaku เป็นพวกเก็บตัวที่หมกมุ่นอยู่กับหนังสือการ์ตูน อนิเมชั่นและเกมส์ แต่เนื่องจากโลกในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร การเก็บตัวอยู่คนเดียวและท่องโลกทางอินเตอร์เน็ตไม่เป็นสิ่งประหลาดอีกต่อไป Otaku จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นคนปกติ เพียงแต่มีวิถีชีวิตอีกแบบ บางคนยังคิดว่าทันสมัยด้วยซ้ำ ไม่รวมที่ในตอนนี้สังคมญี่ปุ่นได้ตระหนักแล้วว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและเก็บตัวยิ่งกว่า… นั่นก็คือ Hikikomori

Hikikomori no hito เป็นกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใครแม้แต่คนในครอบครัว ชอบอยู่แต่ในห้องของตนเอง (Shut-in) สาเหตุเกิดมาจากผลกระทบของปัญหาสังคมต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจไม่มั่นคง การรังแกในโรงเรียน ขาดความอบอุ่นในครอบครัว การสอบ ฯลฯ ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งเกิดปัญหาทางจิต เช่น ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าไม่มีใครต้องการ เก็บกด ซึมเศร้า ก้าวร้าว และมักระบายออกด้วยการทำลายข้าวของ หรือที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การทำร้ายตัวเองและผู้อื่นด้วยวิธีการที่รุนแรง

มุราคามิ ริว (Murakami Ryu) นักเขียนนิยายและบทความเห็นว่า Hikikonomi เป็นผลพวงของสภาพสังคมญี่ปุ่นที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีมากเกินไปในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 Hikikomori จึงนับว่าเป็นผลผลิตของสังคมเช่นเดียวกับ Shin-jinrui, Moratorium และ Otaku แต่ถ้าเทียบกันแล้ว Otaku ยังจัดว่าเป็นกลุ่มที่สามารถปรับตัวเป็นสมาชิกของสังคมได้ดีกว่า เพียงแค่ประหลาดไปบ้าง คำว่า Hikikomori จึงถูกนำมาใช้ในความหมายของพวกโรคจิตที่เป็นภัยสังคมแทนที่ Otaku

บทความจาก TIMEasia.com เรื่อง "Staying In and Tuning Out" กล่าวว่า กลุ่มคนที่เรียกว่า Otaku เป็นที่ยอมรับและได้รับความเข้าใจมากขึ้นก็เมื่อเกิดกลุ่มคนที่เรียกว่า Hikikomori ขึ้นมานั่นเอง

===============================================

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเราจะเห็นได้ว่า คำว่า Otaku
ถูกใช้ในความหมายที่ลื่นไหลพอสมควรในสังคมญี่ปุ่น ดูข้อมูลโดยสรุปได้จาก

1. ทศวรรษที่ 1970 Otaku เป็นคำสรรพนามที่
กลุ่ม แฟนพันธุ์แท้ การ์ตูนและอนิเมชั่นใช้เรียกหากันและกัน

2. ทศวรรษที่ 1980 เป็นคำนามที่ นากาโมริ อากิโอะ
นำมาใช้เป็นคำจำกัดความถึงกลุ่ม แฟนพันธุ์แท้
การ์ตูนและอนิเมชั่นซึ่งมีลักษณะดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

3. ต้นทศวรรษที่ 1990 ยังคงความหมายที่ นากาโมริ
ให้คำจำกัดความเอาไว้อยู่ แต่ถูกเน้นย้ำ
ความหมายในแง่ลบ เนื่องมาจากจาก คดี Miyazaki

4. ปลายทศวรรษที่ 1990 ถูกใช้ในความหมายที่เบาและกว้างขึ้น ในความหมายของ "คนที่มีความสามารถในการสะสมและเสาะหาข้อมูลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง" ส่วนภาพพจน์ที่นากาโมริเคยบรรยายเอาไว้ก็ยังคงอยู่ ส่วนความหมายในแง่ลบจากคดีมิยาซากิถูกลดทอนความรุนแรงลง และเกิดคำคุณศัพท์ Otakii ขึ้นมา

5. ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา นักวิชาการและนักวิจารณ์ได้ให้คำจำกัดความต่าง ๆ กัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมองว่า Otaku เป็นผลผลิตของยุคสมัย และมักจะนำมาวิเคราะห์กับคำจำกัดความอื่น ๆ เช่น Moratorium ningen, Hokikomori no hito และ Shin-jinrui เป็นต้น
===============================================

2. ความคิดเห็นต่างๆที่เกี่ยวกับ Otaku

- Otaku เป็นภัยคุกคามสังคม...!?

ภาพลักษณ์ของ Otaku ที่เด่นชัดที่สุดก็คือ บุคคลที่มืดมน ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่มีใครคบหา น่ารังเกียจ มีอาการป่วยทางจิตและเป็นภัยต่อสังคม แม้ในปัจจุบันความหวาดระแวงใน Otaku เบาบางลงมากแล้ว แต่ภาพลักษณ์นี้ก็ยังคงถูกสื่อมวลชนนำมาใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในนวนิยาย การ์ตูน อนิเมชั่น ละครและเพลง แสดงให้เห็นถึงความแพร่หลายและฝังรากลึกของแนวคิดดังกล่าว

นากาโมริ (Nakamori Akio) เป็นบุคคลแรกที่นำเสนอภาพลักษณ์ในแง่ลบของ Otaku ต่อสังคมโดยบรรยายว่าเป็นพวกเก็บตัว ไม่ชอบเข้าสังคม สกปรก ไม่มีระเบียบ และไม่มีใครชอบ และแนวคิดนี้ก็ได้กลายมาเป็น Stereotyped ของ Otaku ที่ฝังรากลึกอย่างไม่มีวันลบเลือนได้แม้ในปัจจุบัน

แต่กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังเห็นว่า Otaku เป็นเพียงเงามืดในสังคมที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมโดยรวม จวบจนกระทั่งเกิดคดี Miyazaki แนวคิดว่า Otaku เป็นภัยคุกคามสังคม ได้รับการโหมประโคมจากสื่อมวลชนทำให้มีความรุนแรงมากในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 สื่อมวลชนพากันลงบทความที่แสดงความเห็นว่า เราไม่สามารถไว้ใจเยาวชนในปัจจุบันได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง” เช่น

The Shokan Post เคยลงบทความแสดงความคิดเห็นว่า เด็กประถมและมัธยมทุกวันนี้ส่วนมากเป็น Otaku และเป็นกลุ่มคนที่จะทำให้สังคมมัวหมอง (ดีน่ะด่าเยาวชนตัวเองเหมือนบ้านเราเลย อิอิ)

นักวิจารณ์อย่าง โอทสึกะ เอจิ (Otsuka Eiji) กล่าวว่า "มันอาจฟังดูน่ากลัว แต่มีคนอีกกว่าแสนคนที่มีงานอดิเรกเหมือนกับมิสเตอร์ M… พวกเรากำลังประจันหน้าอยู่กับกองทัพฆาตกร" (ดูมันคิดซะ...?)

- Otaku เป็นผลผลิตของสังคม

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า หลังจากต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา นักวิชาการและนักวิจารณ์ต่างเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ Otaku ต่าง ๆ นานา แต่โดยรวมแล้วเห็นว่า Otaku เป็นหนึ่งในผลผลิตของสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม ซึ่งผลผลิตของสังคมยุคหลังสงครามนี้ยังมีอีกมากมาย เช่น Hikikomori no hito และ Shin-jinrui แต่การที่ Otaku ถูกดึงออกมาประนามอย่างร้อนแรงนั้นเนื่องมาจากความต้องการขายข่าวของสื่อมวลชนนั่นเอง

ยามาซากิ โคอิชี (Yamazaki Koichi) กล่าวว่า Otaku เป็นผลผลิตของลัทธินายทุนและสังคมแบบบริโภคนิยม มีจุดกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทศวรรษที่ 1970 ด้วยอิทธิพลของสื่อและเทคโนโลยี รวมกับผลจากระบบการศึกษาของญี่ปุ่นทำให้เกิดกลุ่ม Information Fetish กลุ่มนี้ขึ้น ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำให้สังคมเสื่อมถอย แค่มีพฤติกรรมที่แตกต่าง ยามาซากิ เห็นว่า Otaku เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆขึ้นในสังคมญี่ปุ่น...!

กลาสมัค (Volker Grassmuck) กล่าวว่า Otaku เป็นผลผลิตของสื่อมวลชน และมีพื้นฐานทางจิตใจมาจากพวก Moratorium ningen ในทศวรรษที่ 1970 เขาเห็นว่าผู้ใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นไม่สามารถทำความเข้าใจกับความคิดของคนรุ่นใหม่ได้ และไม่สามารถสร้างสังคมที่อบอุ่นได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตัวผู้ใหญ่ชาวญี่ปุ่นที่เกิดในยุคหลังสงครามเองก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ทางจิตใจ นั่นคือเป็นพวก Moratorium ทำให้ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีแต่เด็ก

คินเซลล่า (Sharon Kinsella) เห็นว่า Otaku เป็นสัญลักษณ์แทนสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบัน สะท้อนความกังวลที่นักวิชาการมีต่อสังคมญี่ปุ่นในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและลัทธิปัจเจกชนนิยมได้หล่อหลอมคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่

อาซาบะ มิจิอากิ (Asaba Michiaki) นักวิจารณ์ กล่าวว่า ผลของการถูกแยกจากเพื่อน ๆ ยัดเยียดให้ตั้งใจเรียนเพื่อเตรียมสอบและอยู่แต่ในห้องนอน ทำให้เด็กญี่ปุ่นเติบโตขึ้นมาโดยที่ได้รับข้อมูลและประสบการณ์ทางสังคมจากสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว ซึ่งเยาวชนเหล่านี้เองที่เป็นผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมแบบ Otaku

- Otaku เป็นเหยื่อของสื่อมวลชน

โยเนซาวะ โยชิฮิโร (Yonezawa Yoshihiro) นักวิจารณ์การ์ตูนและประธานการจัดงาน Comic Market เห็นว่า การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ Miyazaki และ Otaku ของสื่อมวลชนเป็นต้นเหตุของความความหวาดระแวงต่อผลิตผลทางปัญญาที่ไม่มีลิขสิทธิ์ (หมายถึง การ์ตูน อนิเมชั่นและนิตยสารใต้ดิน) และคำว่า Otaku ถูกนำมาใช้เพื่อดึงคนกลุ่มหนึ่งออกมาจากสังคมและบดขยี้ทิ้งไป ในทางกลับกัน การเปิดกว้างในการตีความคำว่า Otaku ก็ทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถที่จะตีความเอาเองได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นพวกหนอนหนังสือ แฟนภาพยนตร์ แฟนเพลงวงร็อค นักวาดการ์ตูนและแฟนอนิเมชั่นต่างก็ถูกเหมารวมกันไปหมด

ลอเรนซ์ (Lawrence Eng) กล่าวว่า ในต้นทศวรรษที่ 1990 สื่อมวลชนทำให้ผู้ชนหวาดกลัวพวก Otaku และพฤติกรรมของพวกเค้า ลงความเห็นว่าเป็นที่มาของปัญหาสังคม สื่อมวลชนจะกล่าวโทษ Otaku ในทุกกรณีที่เป็นปัญหาต่อสังคม ซึ่งตัวเขาเห็นว่าเป็นการไม่ยุติธรรม เป็นความเห็นที่เลือกที่รักมักที่ชังและควรมีการแก้ไขความเข้าใจผิด เนื่องจาก Otaku ไม่ใช่คนไม่มีเพื่อนหรือฆาตกรโรคจิต แน่นอนว่า Otaku บางรายอาจมีแนวโน้มที่จะเป็นแต่ไม่ควรใช้แนวคิดนี้มาตัดสินครอบคลุมไปหมด

- ทุกคนคือ Otaku...!!

ผู้เขียนบทความหลายคนจากหนังสือ Otaku no tanjou มีความเห็นตรงกันว่า "ในสังคมที่ให้ความสำคัญกับข่าวสารอย่างประเทศญี่ปุ่นนั้น โดยเฉพาะยุคสมัยที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุดแบบนี้ ทุก ๆ คนก็เป็น Otaku ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" เช่น

นากาโมริ อากิโอะ (Nakamori Akio) ผู้เขียนบทความ Boku ga [Otaku] no natsuke oya ni natta jijou เห็นว่า ในอนาคตคู่สามีภรรยาจะเป็น Otaku ทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อครอบครัวและการเลี้ยงดูลูกแต่อย่างใด เพราะนี่จะเป็นรูปแบบของครอบครัวคนญี่ปุ่นในอนาคต

อุเอโนะ จิสึโกะ (Ueno Chizuko) ผู้เขียนบทความ Lolicon to Yaoi zoku ni mirai wa aruka !? เห็นว่า เด็กวัยรุ่นที่หมกมุ่นกับการ์ตูนที่มีเนื้อหาในเรื่องเพศนับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้น ตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเป็น Otaku หรือไม่… แต่ถ้าเธอเป็นคนอื่น ๆ ก็คงเป็น Otaku กันหมด เพราะคนญี่ปุ่นก็ชอบอ่านการ์ตูนเหมือนกันทั้งประเทศ

มาสึยามะ ฮิโรชิ (Masuyama Hiroshi) ผู้เขียนบทความ Kanojo ni KEYBOARD ga tsuite tachi กล่าวว่า "สมัยนี้เราถูกแวดล้อมไปด้วย Otaku" เพราะ Otaku มีอยู่ทั่วไปในสังคม แม้แต่ในที่ทำงานก็อาจมีได้เช่น Computer Otaku

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของคนกลุ่มนี้อาจจะมีความลำเอียงผสมอยู่บ้างเนื่องจากต่างก็เป็นผู้ที่อยู่ในสาขาอาชีพที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น Otaku เช่น นักเขียนการ์ตูน นักเขียน นักดนตรี และจุดประสงค์ของการออกหนังสือรวมบทความเล่มนี้ก็เพื่อสร้างเสริมภาพพจน์ที่ดีให้แก่สังคมของ Otaku

อีกข้อหนึ่งก็คือ Otaku ที่คนเหล่านี้พูดถึงจะมีการตีความที่สับสน เนื่องจากช่วงเวลาที่เขียนบทความอยู่ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ซึ่งยังมีความขัดแย้งระหว่างแนวคิดของ Otaku ที่มีอาการหนักและมีปัญหาทางจิตแบบ Miyazaki กับ Otaku ในระดับอ่อน ๆ ที่สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปกติสุข

บทสรุป

ต้นทศวรรษที่ 1980 หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่ง รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจในการพักผ่อนและงานอดิเรกมากขึ้น เยาวชนในยุคนั้นจึงเติบโตมาอย่างอิสระและมีเสรีภาพในการเลือกบริโภคจากสื่อต่าง ๆ จากสภาพครอบครัวที่พ่อโหมทำแต่งาน ไม่เคยอยู่บ้าน ฝ่ายแม่ก็คอยเคี่ยวเข็ญให้ลูกเรียน โดยแลกกับการตามใจในเรื่องอื่น ๆ และโรงเรียนที่เป็นนรกแห่งการสอบ ทำให้เยาวชนส่วนใหญ่พากันหลีกหนีเข้าสู่โลกในจินตนาการ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Nijikon Fetchi [Two-Dimensional Fetish] ซึ่งหมายถึง การ์ตูนและอนิเมชั่น

คำว่า Otaku ซึ่งถูกนำมาใช้ในความหมายที่ลื่นไหลไปตามบริบทของสังคมมาตลอด จะไม่มีทางเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างขึ้นมาได้เลย ถ้าสื่อมวลชนไม่นำมาใช้ประโคมข่าวในคดี Miyazaki, Aum Shinrikyo และคดีอื่น ๆ หากแต่ความตื่นตระหนกที่สังคมมีต่อเรื่องของ Otaku ก็แสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลที่นักวิชาการทางสังคมมีต่อสังคมญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ในขณะที่สื่อมวลชนกลับให้ความสำคัญต่อความแตกแยกในสังคมน้อยกว่าที่ควร

ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 นักวิชาการทางสังคมของญี่ปุ่น ต่างวิตกกังวลถึงการเสื่อมสลาย ของสังคมแบบ เครือญาติที่มาพร้อมๆ กับความเจริญของลัทธิปัจเจกชนนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ เนื่องจากวัฒนธรรมแบบปัจเจกที่คนรุ่นใหม่สร้างขึ้นล้วนบ่งบอกถึงการปฏิเสธที่จะมีความรับผิดชอบต่อสังคม ปฏิเสธหน้าที่ที่มีต่อครอบครัว บริษัทและประเทศชาติตามที่คนรุ่นเก่าเคยยึดถือมา

ในปลายทศวรรษที่ 1980-1990 Subculture ต่าง ๆ พากันผุดขึ้นมาในสังคมและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยด้วยเทคโนโลยีทางข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้า เยาวชนต่างซึมซับเอา Subculture เข้าไปจนมีพฤติกรรมที่แปลกแยกไปจากความคาดหวังของสังคม ก่อให้เกิดความสับสนในองค์กรทางสังคมตามมา

แต่การที่จะนำเอาการ์ตูน อนิเมชั่น Otaku ศาสนา และอาชญากรรมมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันนั้นควรจะมีหลักการรองรับที่เพียงพอ แน่นอนว่าการที่คนญี่ปุ่นตื่นตัวกับเรื่องของ Otaku แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและบทบาทที่การ์ตูนและอนิเมชั่นมีต่อคนหมู่มาก ซึ่งหากเป็นในสังคมอื่น เราอาจจะโทษไปที่ภาพยนตร์ นวนิยายหรือดนตรี ดังที่ดนตรีร็อค แอนด์ โรลและโทรทัศน์เคยถูกประนามว่าเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายศีลธรรมอันดีงามและส่งอิทธิพลในทางลบให้แก่เยาวชนในอเมริกามาแล้ว

การ์ตูนและอนิเมชั่นในญี่ปุ่นก็เช่นกัน เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการ์ตูนและอนิเมชั่นที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยในสังคม ทำให้สามารถที่จะถูกกล่าวโทษว่าเป็นโรคร้ายของสังคมได้อย่างง่ายดาย และในความหมายนั้น Otaku ก็นับว่าเป็นผลผลิตของสังคมที่บริโภคการ์ตูนมากเกินไปนั่นเอง

ที่มาของข้อมูลมาจาก บทความของ คุณKeiji ในคลาส Japan Studies
ที่มหาวิทยาลัย ขอถือโอกาสลง Web Blog ด้วยเลยครับ
ณ. 26 ธันวาคม 2548
...Bloggang.com,ISC

ข้อมูลที่เกี่ยวคำว่า OTAKU ยังมีอีกมากมายครับ ยังไงถ้าเจออีก ผมจะเอามาลงอีกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆล่ะกัน ถือเป็นความรู้ที่ดีเกี่ยวกับเรื่องของ โอตาคุน่ะครับ ขอบคุณทุกข้อความเห็นที่ได้นำมาลงมากๆเลย จนได้เห็นอีกมุมมองใหม่ของเพื่อนๆชาว โอตาคุ ทุกท่านครับ...

ด้วยรักและเคารพยิ่ง เปิดเผย Ij. BIC VenariN
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โอ้ พี่บิ๊กเหมือนเป็นสารานุกรม โอตาคุ เลย
#1  by  Petch (125.25.204.169) At 2008-04-21 10:54, 
การที่จะเป็น"โอตาคุ"ไม่ใช่ว่าตั้งใจก็จะเป็นได้

แต่ทว่า เช้าวันนึงตื่นขึ้นมาก็เป็น"โอตาคุ"ไปซะแล้ว

เกนชิเค็น

ป.ล. เหมือนกับผมที่ชอบสาวแว่น แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมไปชอบมันตอนไหน...
อลังการมากครับ

น่าสนใจมากเลยจริงๆ

#3  by  VIVIDSTAR At 2008-04-22 12:32, 
จะเป็นโอตาคุไปจนตายเลย เอ้า~

ตั้งใจจริงนะอะ !
#4  by  บ็อบบี้เรดแมน! At 2008-04-22 20:07, 
ผมเป็นโอตาคุครับ ไม่ได้เป็นคนเลวซะหน่อย
จะเป็นต่อไปจนกว่าจะสิ้นชีพนะแระ
พี่บิ๊กกลับจากญี่ปุ่นแล้วเหรอ
#5  by  coming (125.26.190.221) At 2008-04-27 12:30, 
โอตาคุ...

ผมเชื่อเสมอว่าคนเรามีความเป็นโอตาคุอยู่ทุกคน

อย่างที่ในบทความว่าไว้นั่นแหละ ถ้าคุณชอบดาราคุณก็โอตาคุดารา(แต่เด็กในประเทศเราที่คลั่งๆดารานี่มันจัดว่าเป็นโอตาคุมั้ยเนี่ย ไม่เห็นมันจะฝักใฝ่ในข้อมูลอะไรเท่าไหร่เลยนะ)ชอบกล้องชอบถ่ายรูปก็เป็นโอตาคุอีกแบบหนึ่ง รายการแฟนพันธุ์แท้ก็เป็นโอตาคุแบบหนึ่ง รูปแบบของโอตาคุในไทยมันก็มีเพียงแต่ว่าเพราะบ้านเรามันยังไม่มีโอตาคุออกมาก่อเรื่องเท่านั้นแหละถึงยังเงียบกันอยู่

ที่สำคัญ สงสัยมากว่าทำไมคนไทยเราต้องมองว่าโอตาคุการ์ตูนไร้สาระ+อันตราย+โรคจิตด้วย(แม่ผมล่ะคนนึง)ทีโอตาคุดาราล่ะไม่เห็นจะไปว่ากันมั่งเลยนะ แอบเคืองเล็กๆ เอ่อ เหมือนผมจะพล่ามอะไรแปลกๆแล้วสินะ เพราะง่วงรึเปล่าหว่า
#8  by  Hideyo [Cecil & Tina Lover] At 2008-06-15 14:39, 
โอ้ ไช่แล้วท่าน ผมชอบที่สุดตอนนี้ นารูโตะกับสคูลโปรเจค อันนี่เฮนไตน่ะนะ อันอื่นอ่านหมดและยังมีอีกมากที่ไม่ได้อ่านใครรู้จักการ์ตูนแนวชีวิตบอกผมหน่อยครับ
#10  by  5555 (118.172.107.125) At 2008-07-19 03:22, 

<< Home


BIC RavipaN RAY
View full profile