ว่าด้วยเรื่องวันสี้นโลกที่หลายคนต่างเป็นห่วง รึว่ามนุษย์ทั้งโลกรวมถึงพี่เองก็รู้สึกถึงอยู่ตลอดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงมั้ย เรื่องปี 2012 ที่มีนักวิชาการ นักดาราศาสตร์ และอีกมากมายต่างบอกกันว่าวันนั้นคือวันสี้นโลก จริงๆ เมื่อก่อนมีหลายคนเข้าใจว่า วันสี้นคือปี 2000 ซึ้งเอาเข้าจริงๆแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนมีเว็บหลายแห่งก็บอกว่าที่ทำนายไว้ไม่ใช่ 2000 แต่เป็นปี 2012 ต่างหาก...!
อีก 3 ปี และตอนนี้หนังเรื่อง 2012 วันสี้นโลก ก็ได้ฉากในโรงภาพยนตร์แล้ว ข้อมูลที่จะให้ชมนี้เป็นเพียงบางส่วนที่เขาว่ากันว่าเป็นเหตุที่ทำให้โลกที่มนุษย์ครองถึงจุดล้มสลาย

ระวังเสียอรรถรส ข้อความด้านล่างนี้กล่าวถึงสาเหตุของวันสี้นโลกในหนัง 2012
ไปดู 2012 มาแล้วครับ อาจจะสปอยนิดหน่อยแต่จะกล่าวเพียงแต่เรื่องที่ว่าเหตุใดโลกจึงเกิดพิบัติภัยขั้นล้างชาวโลกเลยทีเดียว จากที่ชมตัวหนังได้บอกว่า การที่โลกเกิดเหตุให้เกิดภัยธรรมชาติอย่างร้ายแรงนั้นเกิดจาก การประทุของ รังสีคลื่อนแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ ได้แผ่มายังโลกโดยตรงทำให้เกิดการขยายตัวของลาวาแกนแม่เหล็กโลก จึงทำให้แผ่นคินไหวแล้วแยกตัวไปทั่วโลกจนสุดท้ายก็จบลงที่เกิดคลื่นสึนามิระดับ สูงกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ ล้างแผ่นดินไปหมดทั้งโลกเลยทีเดียว....
จากที่ได้กล่าวไปต้องบอกตรงๆว่ามันไร้สาระมาก (ตามหลักการวิทยาศาสตร์) คลื่นสุริยะที่รุนแรงขนานไหนก็ไม่มีวันที่จะสามารถพ้นสนานแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นคลืนป้องกันชั้นยอดของโลกได้เลยครับ. นอกจากการหมุนของแกนโลกของโลกเราต้องอ่อนลงเหมือนหนังเรื่อง THE CORE นั้นผมคิดว่าสมแก่เหตุกว่า และในหนังแกนโลกไม่ได้พลิกอย่างที่คิดเป็นเพียงการประทุของแกนโลกที่เหมือนจะระเบิดออกไปเท่านั้นแล้วก็หยุดไป โดยแกนโลกเอียงเพียงครึ่งเดียวซะงั้น ไม่ถึงขนานพลิก เกิดทวิปใหม่ขึ้นแทน ซึ่งหนังจะเฉลยในตอนท้ายโดยที่คำตอบของเรื่องนี้ก็อยู่ในนิยายที่ แจ็คสัน คูทิส (พระเอก) ของเรื่องนี้ได้เขียนเอาไว้แล้วนั้นเอง...!
ต้องขอบอกจริงๆและตรงๆว่า หนังเรื่องนี้ผมดูแล้วรู้สึกข้อเสียของหนังเรื่องนี้อย่างเดียวคือ เหนื่อยจิตเหนื่อยใจ มิใช่ว่าหนังไม่ดี แต่ว่า...เนื้อเรื่องหลายจุดไม่มีความจำเป็นต้องเรื่องนี้เท่าไร ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ฉากที่เมืองลอสแอนเจลิสและส่วนอื่นๆ ทางใต้ของแคลิฟอร์เนียพังทลายจมลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก นั้นจะเน้นเอามากๆ โดยที่ความหายนะกลับมีเพียงอเมริกาที่มีซ็อตมากกว่าเพื่อน ส่วนของจีนกลับเป็นฐานที่ไว้สร้างเรือโนอาซะมากกว่า โดยจับเอาประเด็นเรื่องการสร้างเขื่อน 3 ผา (เขื่อนซานเสียต้าป้า) มาเล่นซึ่งก็เห็นๆแล้วว่าจริงๆมันก็คือเขื่อน ฉากที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คงเป็นฉากที่ ครอบครัวคูทิส พยายามหนีจากภัยพิบัติของโลกนี้แล้วพยายามไปจีนมากกว่า...แต่แล้วหนังก็พาเรามาเจอกับจุดที่อืดที่สุดนั้นคือตอนที่ไปขึ้นเรือโนอา ที่ช่วงสุดท้ายของหนังไม่สนุกเอาซะเลย...(อันนี้ไปชมที่โรงหนังละกันครับ)
ข้อดีของหนังเรื่องนี้ขอบอกตรงๆอีกเช่นกันว่า...เล่นกับจิตใจและจิตสำนึกของคนได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวละครในเรื่องมีหลายอย่างที่น่านับถือ แต่ตัวผู้กำกับเองก็คงเข้าใจเรื่องกรรมเป็นอย่างดีเลยทีเดียว ตัวละครตัวใด้ทำอะไรไว้ก็จะได้ผลนั้นตามมาเช่นนั้นด้วย ความสันพันธ์ที่มีต่อญาติของตัวละครต่างๆก็ทำออกมาได้อย่างลงตัวทีเดียว งานนี้ต้องชมคนเขียนบทครับ แต่สิ่งที่คุ้มที่สุดก็คงไม่พ้นฉากโลกวินาศหลายฉากที่ดูแล้วอลังการมากๆ สำหรับผมก็คงเป็นฉาก ลอสแอนเจลิสจนลงมหาสมุทร นั้นแหละใช่เลย (แต่ทำไมไม่ทำฉาก ญี่ปุ่นจนทะเลด้วยนาน่าเสียดายมากๆ) โดยฉากนี้จะมียาวกว่าในคลิปยูทูปมากมายนัก ดังนั้นเพื่อนๆท่านไหนที่อยากดูโลกล้มสลายก็เชิญเรื่องนี้เลยครับ แหล่มมากทีเดียว...!
ถ้าให้คะแนนผมให้ 3/5 ดาวละกันครับ ฉากโลกวินาศคุ้นตังที่สุดแล้วล่ะ...!!

22122012 ก็คือ 21 ธันวาคม 2012 นั้นเอง...
- ชาวมายาได้ทำนายถึงวันสิ้นโลกของมวลมนุษยชาติ
- ชาวอินเดียเดงแห่งเผ่า HOPI ได้กล่าวถึงการชะล้างเพื่อให้โลกบริสุทธิ์
- นอสตราดาบุส ได้พูดถึงอุกาบาตที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงที่สุด
- I CHING ของจีนได้ทำนายถึงการจบสิ้นของประวัติศาสตร์
- ไบเบิล ได้บันทึกถึงวันสิ้นโลก
- EDGAR CAYCE กล่าวว่า อานาจักรแอสแลนติส จะกลับขึ้นมรุ่่งเรืองอีก
- ไอสไตน์ ได้เตือนถึงการเอียงของแกนโลก
- นาซ่า ได้ยืนยันว่าอีกไนไม่ช้าจะเกิดพายุสุริยะขนาดใหญ่
- โลกได้โครงแกนครบ 26,000 รอบ
- ดวงอาทิตย์ โครจรเข้าสู่แนวตรงกับจุดศูนย์กลางของเอกภพ
- จะเกิดการรู้แจ้งหมู่ จะเกิดการสร้างโลกใหม่ หรือจะเป็นจุดจบของทุกชีวิตบนโลก...!
ครั้งแรกที่ได้อ่านข้อมูลเหล่านี้ตัวผมเองก็ไม่เชื่อเลยซักนิด
แต่พอได้หาข้อมูลแล้วได้ชมข่าวจาก BBC FOXnew ไปๆมาๆ
ดูเหมือนมันจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆซะแล้ว การกล่าวมาทั้งหมดส่วนตัว
ผมส่วนตัวเชื่อเพียง 20% เท่านั้น...แต่ที่มาลงบทความเหล่านี้
ก็เพื่อ อยากรู้ว่าถ้ามันจะเกิดจริงมันจะเป็นเช่นไร...!?
มันคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณในอีกในไม่ช้า ผมหมายถึงคุณทุกคนบน
ดาวเคราะห์นี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นยังไง ข้อมูลที่เป็นภาษาไทยนั้นมี
เพียงน้อยนิดมาก และคนไทยที่รู้เรื่องนี้ก็มีน้อยมากเช่นกันเรากำลังถูก
ปกปิดความลับบางอย่าง ที่จะส่งผลกระทบกับชีวิตทุกชีวิต เรากำลังจะ
เผชิญ กับหายนะที่อาจเรียกได้ว่า "วันสิ้นโลก" ผู้รอดชีวิตได้ถูกคัดเลือก
ไว้ล่วงหน้าแล้วซึ่งจะมีเฉพาะบุคคลสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ และบุคคล
สำคัญอื่นๆ ที่เป็นความหวังในการ สร้างโลกใหม่ และรักษาไว้ซึ่ง
เผ่าพันธ์มนุษย์ มีการเตรียมการในการสะสมเสบียง เมล็ดพันธ์พืช และ
สิ่งจำเป็นอื่นๆ เก็บไว้ในอุโมงใต้ดินขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้น เป็นโครงการลับ
เพื่อใช้เป็นฐานหลบภัย และห้องปฎิบัติการเป็นระยะเวลาอย่างน้อย
5 ปี แต่ก่อนที่จะพูดในรายละเอียดมากไปกว่านี้ เพื่อความเข้าใจที่งายขึ้น
ผมขอย้อน ไปกล่าวถึงหลักฐานที่เกี่ยวข้องและที่มาของ ดาวเคราะห์ที่ 12
สิ่งที่ที่จะนำมาเปิดเผยต่อไปนี้ อาจเป็นสิ่งที่คุณยังไม่รู้ ดาวเคราะห์ที่ 12 หรือ...
Planet X หรือที่ชาวสุเมเรียนเรียกว่า NIBIRU เป็นดาวที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
คือดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ของระบบสุริยะ (ซึ่งที่เรียกว่า ดาวเคราะห์ที่ 12 เพราะ
ชาวสุเมเรียนได้นับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เข้าไปด้วย) ที่ได้มีการสงสัยเช่นนี้
เพราะมีลักษณะแปลกๆ ของดาวเนปจูนและดาวพลูโต ซึ่งอาจเกิดจากอิทธิพล
ของดาวเคราะห์ที่ยังไม่ค้นพบหรือไม่ .....
จะเห็นว่าขนานของ ดาวนิบูรุ มีขนานรองมาจาก ดาวพฤหัส เลยทีเดียว...!!!
หลังจากที่มนุษย์ได้ค้นพบดาวยูเรนัส และดาวเนปจูนแล้ว ในปี 1879
นักดาราศาสตร์ ชื่อ Camille Flammarion ได้ตั้งข้สังเกตุว่าน่าจะมีดาวเคราะห์
อีกสักดวงที่อยู่ห่าง ออกไปและยังไม่ได้ค้นพบ จนเป็นที่มาให้เกิดการค้นพบ
ดาวพลูโต ในปี 1930 ต่อมาก็ได้มีความพยายามที่จะเก็บข้อมูลเพื่อค้นคว้าและ
ยืนยันความมีตัวตนของดาวเคราะห์ที่ 10 อย่างไรก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยผมจะอ้างอิงไปถึง ชนเผ่า สุเมเรียน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มี
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์อย่างมาก แถมยังเชี่ยวชาญ ไม่น้อยไปกว่า..
ความรู้สมัยใหม่ด้วยซ้ำ อย่างน้อยที่สุดการค้นพบดาวพลูโต กลับเป็นเรื่องที่
ชาวสุเมเรียน ค้นพบมา เป็นพันๆ แล้ว มีการบันทึกลักษณะการโครจรอย่าง
ถูกต้อง แต่ที่น่าตกใจ เพราะในบันทึกกลับยังมีดาวเคราะห์มากกว่าที่เรารู้ซะอีก
นั่นก็คือดาวที่พวกเค้าเรียกว่า NIBIRU หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า
PLANET X ชาวสุเมเรียน เชื่อว่าดาวดวงนี้เคยเป็นที่อยู่ของพระเจ้าของพวกเค้า
ซึ่งอันที่จริงแล้วเชื่อว่าน่าจะเป็นสิ่งมีชีวตที่มีภูมิปัญญา มากกว่าแพราะจากที่เห็น
ในจารึก พระเจ้าของชาวสุเมเรียนได้มีการ ใช้ยานพาหนะที่มีลักษระคล้ายคลึง
กับที่เห็นในปรากฎการ UFO จากทั่โลก สิ่งที่ PLANET X มีความแตกต่างจาก
ดาวเคราะห์ทั่วไปคือ ลักษณะการ โครจรที่เป็นวงรี ใช้เวลาโครจรรอบดวงอาทิตย์
นานถึง 3,600 ปีต่อหนึ่งรอบ....
Story of Nibiru
เหตุใดไม่มีรัฐบาลชาติใดได้แจ้งเตือนเรื่องนี้กับประชาชน?
ในปี 1987 นาซา ได้พบวัตถุที่มีลักษณะคล้ายดาวเคราะห์ขนาดใหญ่
แต่แล้วไม่นานเรื่องนี้ก็ถูกปิดหายไป ไม่มีการพูดถึง รัฐบาลทุกชาติไม่เคย
พูดเรื่อง Planet x แต่ก็ไม่เคยออกมาปฏิเสธ ว่าป็นการสร้างเรื่อง ทั้งๆที่มี
นักการเมืองและนักวิยาศาสตร์ บางส่วนได้ออกมาเปิดเผย ทำไมกองทัพสหรัฐ
จึงปิดข่าวเรื่องที่นักบินได้เผชิญหน้ากับ UFO ผมเชื่อว่าพวกเค้ารู้ดีกว่าเรา
แต่จงใจที่จะปิดบัง สาเหตุก็คงพอจะทำความเข้าใจว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะ
ยับยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นได้ และก็ไม่ต้องการสร้างความวิตก จนเกิดสถานการณ์
เลวร้ายเพื่อให้ง่ายทางการปกครองในเวลาที่เหลือ ลองคิดดูว่า จู่ๆ รัฐบาลออกมา
ประกาศว่า เรากำลังเผชิญกับวันสิ้นโลกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงทุกคนจะตายกันหมด
ผู้ที่รอดชีวิตจะมีเฉพาะบุคคลสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง ยุ่งล่ะครับ...
ประชาชนคงอยู่กันอย่างไม่สงบ ยังไงก็ตาย เมื่อรู้สึกแบบนั้น กฎระเบียบก็คง
ไม่จำเป็นต้องทำ เกิดจราจล อาชญากรรม เผลอๆ แผนหลบภัยของรัฐบาล...
ก็อาจจะล้มเหลวไปนั้นเอง....

การสังเกตุปรากฏการณ์ผิดปกติก่อนเกิดภัยพิบัติ
จากคำทำนายต่างๆ ได้กล่าวถึง ห้วงเวลาแห่งการเกิดภัยพิบัติ โดยสังเกตุจาก
การเกิดปรากฏการณ์ พระจันทร์สีแดง , ท้องฟ้าเป็นสีแดง , พระอาทิตย์สองดวง
และความแปรปวนของภาวะอากาศโลก ซึ่งพอจะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ดังนี้

เมื่อดาวเคราะห์ดวงที่ 12 โคจรเข้ามาใกล้โลก ในปี 2008-2012
1. แรงดึงดูดของดาวเคราะห์ดวงที่ 12 ทำให้ แกนโลกค่อยๆ
เอียงมากขึ้น จนกระทั่งเอียง 90 องศา ทำให้แกนโลกขนาน
กับระนาบการโคจรของโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ้งมีผลทำให้แกนโลก...
พลิกกลับนั้นเอง...

2. เกิดปรากฏการณ์ โลกมืด 3 วัน 3 คืน
เพราะเงาของดาวเคราะห์ดวงที่ 12 บดบังแสงอาทิตย์
3. เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ และสนามแม่เหล็กโลก
อย่างรุนแรง ทำให้เกิดภัยธรรมชาติไปทั่วโลก
4. เกิดปรากฏการณ์ "พระจันทร์สีแดง" เนื่องจาก
ดวงจันทร์สะท้อนสีแดงจากพื้นผิวดาวเคราะห์ดวงที่ 12
5. เกิดปรากฏการณ์ "ท้องฟ้าสีแดง" เนื่องจาก
บรรยากาศโลกสะท้อนสีแดงจากพื้นผิวดาวเคราะห์ดวงที่ 12
6. เกิดปรากฏการณ์ "พระอาทิตย์สองดวง"
เนื่องจากบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงที่ 12
สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ มายังโลก
ข้อมูลทั้งหมดมาจากเว็บ http://thaipx2012.blogspot.com/ ครับ..
ที่กล่าวถึงการมาของดาวดวงที่ 12 ที่จะมาผ่านโลกในปี 2012 นี้...
(ต้องขอบอกว่าโปรดใช้วิจารณญาณด้วยน่ะครับ...)
สรุปว่าเหตุการณ์เหล่านี้ใน 2 ปีจากนี้ จะได้เห็นกันว่า สิ่งที่มีการทำนายไว้ในที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็น ชาวมายา, นอสตราดาบุส และ ไบเบิล อีกมากมาย....พวกเราชาวโลกคงจะได้มา พิสูจน์กันอีกไม่นานแล้ว ถ้าจะบอกตรงๆแล้วเรื่องราวเหล่านี้เป็นเหมือนคำเตือนให้กับมนุษย์มากกว่า โลกไม่มีทางดับสลาย ลงง่ายๆหรอกแต่...! มนุษย์ต่างหากที่จะล้มสลายเองด้วยน้ำมือของเหล่ามนุษย์ด้วยกันเอง....
BIC RavipaN RAY.
