OTAKU-DATA

The Otaku Encyclopedia An Insiders
Guide to the Subculture of Cool Japan...!!
ว่าด้วยเรื่องราวข้อมูลต่างๆของเหล่าสาวก การ์ตูน
และขั้นการเป็นโอตาคุ แหล่งที่มา Cosplay และอีกมากมาย...!!
ถ้าต้องการรู้ว่า โอตาคุ คืออะไรจริงๆกรุณาเชิญหามาอ่านได้ครับ


เชิญเพื่อนๆไปอ่านได้ที่ BLOG
MasaMasaCute~ Figu@Mate 
ของมาซากันเลยเต็มๆ...!!!!

Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 1]
Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 2]
Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 3]
Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 4]
Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 5]
Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 6]
Research ตำราโอตาคุ [ตอนที่ 7]



ปกหน้า ชื่อเรื่องเด่นหรา พร้อมกับสาวน้อยที่ชื่อ "โมเอะ" (Moe)
จะมาเป็นมาสคอตของหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือบทความสารคดีเชิงพจนานุกรมนะครับ ซื่งเป็นภาษาอังกฤษ เพราะผู้แต่งเป็นชาวยุโรป ชื่อ Patrick William Galbraith (แพทริค วิลเลียม กัลเบรธ) ตอนนี้เป็นนักเขียนอยู่ในโตเกียว ซึ่งตัวเขาเองนั้นมีความสนใจในการศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยจะเน้นไปที่เรื่องของอนิเมะ เพลงอนิเมะ J-Pop และอื่นๆมากมายที่เป็นเรื่องของชาวโอตาคุนั่นเอง โดยตัวเขานั้นได้อนุปริญญาในเรื่องของการทำ Research เรื่องโอตาคุจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ดังนั้นตอนนี้เขาจึงเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของย่านอากิฮาบาระเป็นอย่างดี ที่มักจะชอบแต่งคอสเพลย์เป็น โกคู จากดราก้อนบอล (เวอร์ชั่นซุปเปอร์ไซย่า) ไปเที่ยวที่อากิฮาบาระเป็นประจำ

ปกหลัง ก็เป็นสาวน้อยมาสคอตที่อยู่ในชุดสาวน้อยเวทย์มนตร์ พร้อมกับให้ความหมายของคำว่าโอตาคุที่ผู้แต่ง ได้ไปใช้เวลาค้นคว้ามาจากทั้งที่ย่านอากิฮาบาระ ญี่ปุ่น และจากกลุ่มผู้ชื่นชอบการ์ตูนและโอตาคุในอีกหลายประเทศทางแถบยุโรป

Otaku = ความหมายตามคำศัพท์คือ "บ้าน หรือ บ้านของคุณ" แต่ในญี่ปุ่นใช้คำนี้มาตั้งแต่ปี 1980 โดยได้ให้ความหมายถึง ผู้คนที่มีความสนใจอย่างจริงจังในวัฒนธรรมที่เป็นที่นิยมของญี่ปุ่น (ผู้แต่งใช้คำว่า really into ซึ่งหมายถึงสนใจอย่างจริงจัง) โดยเน้นไปที่ อนิเมะ มังงะ เกมส์ และ เจเนเรชั่น ของผู้คนที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ และสามารถเรียกตัวเองว่า "โอตาคุ" ได้อย่างภาคภูมิใจ (ผู้แต่งใช้ว่า calling themselves "otaku" with pride)

ในหน้าสารบัญ สาวน้อยมาสคอตจะแนะนำตัวเองว่าเธอชื่อ Moe ซึ่งจะมาเป็นไกด์แนะนำความหมายของคำต่างๆที่จะปรากฏในหนังสือเล่มนี้นะครับ (ต่อไปนี้ผมจะเรียกว่าโมเอะซัง เพื่อให้เกิดความสุภาพนะครับ)

ผมจะแนะนำพวกคำศัพท์เด่นๆที่น่าสนใจเป็นบางคำในเล่มนี้ให้ได้อ่านกันนะครับ และไม่ใช่มีแค่คำศัพท์เท่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ของคนหลายๆคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงของโอตาคุ ที่ผู้แต่งได้ไปสัมภาษณ์มาด้วยครับ (บางคนช่างน่าทึ่งเหลือเกินว่าไปสัมภาษณ์มาได้ยังไง) ซึ่งผมจะหยิบยกบทสนทนาที่น่าสนใจมาให้ได้อ่านกันนะครับ

ผมเองก็ซื้อหนังสือเล่มนี้มาเพราะว่าอยากอ่าน แน่นอนว่ามันก็เกี่ยวกับผมโดยตรง ผมพบว่ามันเป็นมากกว่าพจนานุกรม สำหรับผมแล้วมันคือสารคดี ต้องขอบคุณผู้แต่งที่ให้กำเนิดหนังสือเล่มนี้ออกมาจริงๆ สาธุ~



Research The Otaku Encyclopedia [ตำราโอตาคุ ตอนที่ 1] โดย มาซากิ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8106922/A8106922.html

Research The Otaku Encyclopedia [ตำราโอตาคุ ตอนที่ 2] โดย มาซากิ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8116105/A8116105.html

Research The Otaku Encyclopedia [ตำราโอตาคุ ตอนที่ 3] โดย มาซากิ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8138836/A8138836.html

Research The Otaku Encyclopedia [ตำราโอตาคุ ตอนที่ 4] โดย มาซากิ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8158129/A8158129.html

Research The Otaku Encyclopedia [ตำราโอตาคุ ตอนที่ 5 & 6] โดย มาซากิ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8186402/A8186402.html

Research The Otaku Encyclopedia [ตำราโอตาคุ ตอนที่ 7] โดย มาซากิ
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8210294/A8210294.html

นำข้อมูลไปลงที่เว็บ พันทิป แล้วน่ะจ้ะ เชิญชมได้เป็นบางส่วนเท่านั้น
เต็มๆไปอ่าน BLOG ของ มาซากิ ซะล่ะ อิอิอิ

http://www.amazon.com/Otaku-Encyclopedia-
Insiders-Guide-Subculture/dp/4770031017

ไปส่ง Online ไปส่งได้ที่ Link ข้างบนนี่ล่ะจ้ะ...!
แต่ถ้าไม่อยากจะเสียเวลาตอนนี้...ล่าสุดไปเดินที่ Central World
มาเลยไปดูหนังสือที่ร้าน Kinokuniya เพื่อที่จะไปเอาหนังสือที่สั่งไว้ครับ
พอดีไปเห็นหนังสือ The Otaku Encyclopedia ยังมีขายอยู่ซึ้งจะลด 20%
จากราดาปกครับ ก็จะอยู่ราวๆ 450฿ ได้ครับ
ถ้าเพื่อนๆท่านไหนที่ยังไม่มีก็ยังมีโอกาสน่ะครับ
มาว่ากันที่ตอนต่อของหนังสือเล่มนี้กันต่อ
ยังไงก็มีโอกาสคนที่ชอบการ์ตูนก็ควรมีใว้ในบนชั้นหนังสือก็ดีน่ะครับ.....


BIC RavipaN RAY.


Star Trek เป็นหนังชุดแบบ SciFi ในโทรทัศน์ เริ่มสร้่างในปี 1966
มีทั้งหมด 726 ตอน และมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ต่อมาอีกสิบชุด
(ชุดที่ 11 มีกำหนดฉายเดือนธันวาคม 2551) มนุษย์ชาติใน Star Trek
ตามความคิดของ Gene Roddenberry ผู้สร้าง ค่อนข้างจะเป็นอุดมคติ
และมีโครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างกับสิ่งที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองจากสังคมทุนนิยมที่เห็นต่อ...
ประโยชน์ส่วนตนก่อนสิ่ง อื่นทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักคิด นักฝัน เสรีชน ติด Star Trek ทั่วโลกเป็นจำนวนมาก
อาจจะเป็นวิธีหนีไปจากโลกของความเป็นจริงที่เผชิญอยู่
พวกนี้เรียกตัวเองว่า Trekkies

“Space, the final frontier. These are the voyages of the starship Enterprise. Its five-year mission: To explore strange new worlds. To seek out new life and new civilizations. To boldly go where no man has gone before.

เรื่องราวของ Star Trek เริ่ม หลังจากสงครามโลกครั้งที่สาม
จากการที่ Zephram Cochrane ค้นพบวิธีเดินทางที่เร็วกว่าแสง
ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 21 ชาว Vulcan ได้พบ warp signature
(ร่องรอยของอนุภาคซึ่งใช้ขับเคลื่อนเครื่องยนต์เข้าสู่ความเร็วแสง)
และได้เริ่มติดต่อกับมนุษย์อย่างเปิดเผย

ต่อมาในศตวรรษที่ 22 ชาว Vulcan มนุษย์ และเผ่าพันธ์อื่นๆ
ก็ได้ร่วมกันตั้ง สหพันธ์แห่งดาวเคราะห์ The United Fedreation of Planets
หรือเรียกสั้นๆ ว่า the Federation หรือ สหพันธ์ฯ การปฏิบัติการ
ของตัวละครที่อยู่ในสหพันธ์ เป็นไปตาม Prime Directive
ซึ่งกล่าวไว้ว่า The Prime Directive dictates that there
can be no interference with the internal affairs of other civilizations.

…ฟังดูเหมือนอาเซียนยังไงก็ไม่รู้!

ถึงแม้ว่าตัวละครในฝ่ายสหพันธ์ฯ ตามจินตนาการของ
Roddenberry จะดูเป็นอุดมคติ มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายไม่ใช่หรือ
หากจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากหนัง

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครเป็นอย่างไร/เป็นอะไร แต่...
เป็นที่หลักศีลธรรมและโครงสร้างทางสังคมที่สนับสนุน
ให้รางวัลแก่สมาชิก ของสังคมให้ดำรงตนอยู่ในอุดมคติได้
โดยที่แต่ละคนยังเป็นปัจเจกชนที่แตกต่างกัน

ในองค์กรก็คล้ายๆ กับ Starship Enterprise บุคลากรต่างปฏิบัติหน้าที่
ที่แตกต่างกันหากทุกคนคิด/ทำ/เป็นเหมือนกันหมด
ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมีคนจำนวนมากมารวมกัน
เพราะว่าลูกเรือของ Enterprise ไม่ใช่สาวโรงงาน

Enterprise มีเป้าประสงค์ที่ชัดเจน ว่า
“To explore strange new worlds.
To seek out new life and new civilizations.
To boldly go where no man has gone before.

ซึ่งนั่นกลับเป็นความไม่ชัดเจนแบบแฟนละครในประเทศสาระขัณฑ์ชอบคาดหวัง

ความชัดเจนในที่นี้เป็นเรื่องของทิศทางของ
เป้าหมาย (direction) ไม่ใช่ที่หมาย (destination)

คุณธรรม...!

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้ คือตัวละครหลัก (ลูกเรือ Enterprise)
ประพฤติตนตามครรลองคลองธรรม พวกเขาดำเนินชีวิต
อย่างมีจุดหมายปลายทาง ทำงานเพื่องาน กล้าหาญ ซื่อสัตย์
มีเกียรติ รักความยุติธรรม และเสียสละตนเพื่อส่วนรวม

เขาไม่ถือประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของส่วนรวม

คุณค่าที่เขาเหล่านั้นยึดถือ เป็นคุณค่าในอุดมคติที่แสดงออกมา
ในรูปที่คนแสดงออกได้ และเป็นภาพสะท้อนของสังคมอันแข็งแกร่ง
แม้ว่าบางทีตัวละครแต่ละตัวอาจมี “อาการหลุด”
ออกจากกรอบคุณธรรมบ้างเช่นเดียวกับคนทั่วๆไป
แต่ก็สามารถ “กลับมาได้เอง” ในเวลาไม่นาน

คุณธรรมหลักใน Star Trek มีอยู่สามอย่าง คือ...
1. ความถูกต้องตรงไปตรงมา (Data)
2. ความรักและความเป็นมนุษย์ (Troi)
3. ความกล้าหาญเกียรติศักดิ์ศรี (Worf)


Star Trek ในแต่ละตอนผสมปนเปความสัมพันธ์ระหว่าง
คุณธรรมทั้งสามให้ผู้ชมได้ชั่งน้ำหนักเอาเอง

Riker  มีทั้งความตรงไปตรงมา ความรักความอบอุ่นแบบมนุษย์
และความกล้าหาญ แต่คุณลักษณะเหล่านี้อยู่ในระดับที่สมดุลย์กว่า
ใน Picard ซึ่งเป็นคนแบบที่ Star Trek เสนอให้เป็น
ต้นแบบของมนุษย์ในอุดมคติ

สำหรับเผ่าพันธ์อื่นๆ ก็มีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนสังคมและคุณค่า
ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ชาว Vulcan ให้คุณค่าแก่ความเป็นจริงและตรรกะ
ชาว Betazoid เน้นเรื่องความรักและความเข้าใจถึงอารมณ์ความคิด
ของผู้อื่น ส่วนชาว Kingon ให้คุณค่าแก่ความกล้าหาญและเกียรติ

คุณธรรมเหล่านี้ แสดงด้วยตัวละครตั้งแต่ชุดแรก คือ...
ความจริง/ตรรกะ (Spock)
ความรัก/ความรู้สึกโอบอ้อมอารี (McCoy)
และความกล้าหาญ (Kirk)

เป้าประสงค์

ตัวละครใน Star Trek ทำงานเพื่องาน เพื่อปรับปรุงตนไปสู่คนที่ดีขึ้น
แต่ละคนมีองค์ประกอบส่วนตัวระหว่าง ความหลงไหล
ความชำนาญพิเศษ ความต้องการ และเป้าหมาย
ทำให้ทุกคนแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อนำคนเหล่านี้มารวมกัน
กลับเป็นองค์ประกอบที่เสริม และปิดจุดอ่อนของกันและกัน

พวกเขาไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน แม้ว่าในหลายตอนมีการอ้างถึง
หน่วยทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Federation Unit ก็ตาม
แต่เงินเป็นเรื่องไม่สำคัญ เพราะว่าการสะสมเงินและสิ่งของ
ไม่ได้รับการยกย่องตลอดเรื่อง สถานะทางสังคมขึ้น
อยู่กับผลสำเร็จและคุณค่าของผลงาน

แม้ว่าใน Star Trek จะมี “replicator” ซึ่งสร้างวัตถุ
ทำให้ความต้องการทางวัตถุของตัวละครหมดไป
ในเมื่อไม่มีปัญหาเรื่องความจำเป็นพื้นฐานของชีวิตอีกต่อไป
ตัวละครก็มีสิทธิที่จะขี้เกียจไม่ทำอะไรเลยก็ได้
แต่เรื่องกลับไม่เป็นอย่างนั้น เขาทั้งหมดกลับทำใน
สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อเ้ป้าหมายของส่วนรวม

หากท่านเป็นตัวละครใน Star Trek ล่ะ ท่านจะเลือก
ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างนั้นหรือไม่?

ความสามารถ ทักษะ และการปฏิบัติ

ตัวละครใน Star Trek มีความสามารถ
และมีทักษะสูงเป็นอย่างยิ่ง
แต่ละคนพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง
และของผู้อื่น พัฒนาจุดแข็งและปิดจุดอ่อนของตน
ทำให้เหมาะกับงานที่ตนรับผิดชอบ
แต่ละคนไม่ได้ต้องการจะเป็นคนอื่นเลย
เพราะว่าคนแต่ละคนแตกต่างกัน

สถานะทางสังคมขึ้นกับความสามารถและผลงาน (ซึ่งสะท้อนอยู่ในตำแหน่ง)
ไม่มีการแบ่งแยกตามอายุ เพศ เผ่าพันธ์ ผลงานมีค่าสูงสุด
และผู้ที่มีผลงานและความรับผิดชอบก้าวหน้าได้เสมอ

โครงสร้างทางสังคมแบบนี้วัดที่ผลงาน
ผู้ที่ทำได้เหนือความคาดหมายประเภทดาวรุ่ง
เช่น Wesley Crusher ลูกหมอ Crusher ได้รับการสนับสนุนแม้
จะอายุน้อยแทนที่จะถูกต่อต้าน สะกัดดาวรุ่งด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา
(ความกลัวว่าจะมีคนมาแซงหรือตนจะสูญเสียความสำคัญ)

การรู้จักตนและความนับถือตนเอง

ตัวละครทั้งหมด มีความภาคภูมิใจ (self-esteem) ในตัวเองสูง
รู้ตัวว่ามีค่าต่อส่วนรวมไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง
ไม่คิดลอกแบบใครเพราะตระหนักว่าตัวก็มีดีเหมือนกัน
ถึงชีวิตก็มีความสุขสบายแต่กลับไม่มีใครเมาที่นอน ขี้เกียจ-ไม่ทำงาน

ต่างคนต่างมีแรงผลักดันของตัวเองเพื่อพัฒนาตนให้
เป็นคนที่มีค่ายิ่งขึ้นต่อส่วนรวม ไม่จะเป็นต้องอิจฉาริษยาใคร
เพราะว่าแต่ละคนมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน และต่างพึ่งพากัน
โดยไม่ล้มทับกัน ไม่กล่าวโทษผู้อื่นสำหรับเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับตน

ช่างต่างกับสังคมสารขัณฑ์เสียเหลือเกิน
ที่เป็นสังคมชี้นิ้วให้คนอื่นทำแต่ตัวเองกลับไม่ทำอะไร
ขี้เกียจ อิจฉาตาร้อนกลัวว่าคนอื่นจะได้ดี
ข้อแม้เยอะ มีเหตุผลต่างๆ นานาที่จะไม่ทำ
ไม่เป็นสังคมแห่งการปฏิบัติ

ความเคารพนับถือกันและกัน

สังคม Star Trek แยกแยะงานเป็นงาน
เวลาพักทุกคนเป็นเพื่อนกัน ไม่มีฟอร์มอีกแล้ว
เนื่องจากตัวละครแต่ละตัวมองเห็นแก่นแท้ของกันและกัน
ไม่ว่าจะในเวลางานหรือนอกเวลางาน ต่างคนต่างนับถือกันและกัน
ยอมรับในความแตกต่าง และยอมรับเพื่อนได้แบบที่เขาเป็น

ความเป็นระเบียบ

ห้องพักและสถานีที่ทำงานของทุกคนเป็นระเบียบตลอดเวลา
ทุกอย่างถูกจัดตามการใช้งานที่สะดวกที่สุด
ไม่มีความหรูหราฟุ่มเฟือย

แม้ว่าจะสังเคราะห์อาหารได้จาก replicator แต่
ก็ไม่มีใครอ้วน เพราะความมีมากเกินไป
ไม่ได้ช่วยให้ใครมีค่ากว่าคนอื่นอยู่ดี

ความไม่จำเป็นในการเสริมสร้าง
ภาพลักษณ์และการไม่มีการตลาด

แม้ว่า Star Trek จะเป็นเรื่องในจินตนาการ แต่ตลอดทั้งเรื่อง
กลับไม่พบการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเอง
หรือมีโฆษณาแอบแฝงใดๆ
เหมือนรายการโทรทัศน์สาระขัณฑ์

สังคม Star Trek เป็นสังคมแห่งการปฏิบัติ
ดีหรือไม่ดีก็วัดกันตรงนั้นครับ
ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์โอ้อวดกัน
ถ้าดีจริงแต่คนอื่นไม่เห็น แบบนั้นดีจริงหรือครับ

ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง

Star Trek เป็นเรื่องในจินตนาการ
เป็นการเสนอรูปแบบของสังคมอุดมคติ
แบบหนึ่งที่มีความซับซ้อน

ท่านอ่านบันทึกนี้ แล้วท่านได้อะไรบ้าง?

ถ้าเปลี่ยน Enterprise เป็นหน่วยของท่าน และเปลี่ยนลูกเรือเป็นพนักงาน
เปลีั่ยนองค์กรเป็น Star Fleet หรือเป็นสหพันธ์ฯ จะใกล้เคียงกันขนาดไหน
ท่านมีความต้องการให้องค์กรของท่านเป็นอุดมคติขนาดไหน
และท่านจะต้องทำอะไร-อย่างไรเพื่อให้เกิดลักษณะแบบนั้นขึ้นบ้าง
แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ คำบ่นความโกรธขึ้งทั้งหลายที่ท่าน
มีต่อองค์กรและเพื่อนร่วมงาน จะทำให้อะไรดีขึ้นมาหรือครับ?

แล้วถ้าเปลี่ยนกรอบใหญ่เป็นประเทศสาระขัณฑ์ล่ะครับ
ประเทศนั้นจะดีขึ้นได้เองเพียงแต่ประชาชนแสดง
ความปรารถนาดีและไม่ต้องทำอะไร อย่างนั้นหรือครับ?

ที่มาของข้อมูลทั้งหมดมาจากบทความของ...
คุณ
Logos เมื่อ 11 มีนาคม 2009
http://lanpanya.com/wash/archives/683



BIC RavipaN RAY
View full profile